Writes

posted on 06 Apr 2010 16:14 by aestar

เสียงหนึ่ง...เสียงดนตรีอันเสนาะหูที่ดังก้องในโสต เสียงซึ่งไม่เคยผ่านการร้อยเรียงประพนธ์พันธ์โดยผู้ใด เสียงซึ่งชวนให้หัวใจนั้นเปล่งเสียงขับขานเอื้อนวจีและเต้นรำดุจสายลม ...ท่านเคยได้ยินหรือไม่

 

บทลำนำอันยากจะลืมเลือน ผุดพรายในความทรงจำเสมอและยังคงวนเวียน ท่านเคยได้ยินหรือไม่ เคยสดับตรับฟังและชื่นชมเสียงเหล่านั้นหรือไม่ หรือบางทีท่านอาจไม่ได้ยิน ...อาจด้วยแสงสีและโลกอันฟุ้งเฟ้อด้วยคำว่าอนาคต ท่านจึงหูหนวกตาบอดไปเสียแล้วกระมัง

 

 

โลกคือสิ่งอันมหัศจรรย์ หากแต่สิ่งที่พิเศษยิ่งกว่านั้นคือชีวิต ชีวิตซึ่งความจริงแล้วถูกพันธนาการไว้แน่นหนาเหลือเกิน สายโซ่ทั้งเส้นเล็กเส้นหนา ร้อยเรียงผูกพันจากอกเบื้องซ้าย ล่ามจิตวิญญาณเอาไว้ ฝังติดอยู่กับทุ่นที่ชื่อว่าความเป็นไปได้และความเป็นจริง

 

บางที...โลกของเรานั้น ที่เรามองว่าแสนพิเศษนั้น อาจเป็นเพราะสายตาของเรา มองเห็นได้ไกลสุดเพียงเท่านี้ เราไม่เคยประจักษ์ตาในโลกใบอื่น ...เช่นเดียวกัน เป็นธรรมดาที่หนูที่ติดอยู่ในกรงไฟฟ้าจะมองว่าหนูภายนอกกรงนั้นประหลาด เพราะโลกของมันก็สิ้นสุดอยู่แค่ขอบกรงเหมือนกัน  หากแต่นั่นก็มิได้หมายความว่าตัวเราจะต้องติดแหง็กในลูกกรงเหล็กเหมือนเขาเสียหน่อย เพราะหากการอยู่ร่วมกันของผู้คนตัดสินชี้วัดกันด้วยความเหมือนและแตกต่างนั้น โลกก็คงจะจืดชืดนัก...

 

ในวันวารนั้น สรรพสิ่งล้วนเป็นดั่งฝัน ทั้งฝันอันละมุนหวานและฝันอันไม่พึงจดจำ หากแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือฝัน ฝันที่ทุกสิ่งที่ประสบพบเจอล้วนควรค่าแก่การระลึกถึง สวยสดงดงามและตรึงตราใจ ...ดั่งรากไม้ที่หยั่งลงสู่พื้นดิน หากแต่ก็เรือนลางไป ห่างไกลไปทุกที เมื่อดินที่ชื่อว่ากาลเวลาได้กลบฝังรากนั้นไปทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งสมบัติล้ำค่านั้นลับจากสายตา จมหายไปพร้อมกันกับคำว่าวัยเยาว์นั่นเอง ...นั่นคือการเติบโตและก้าวไปสู่อนาคตตามที่ผู้คนเรียกกัน

 

ครั้งหนึ่ง พระเยซูเจ้าเคยเสด็จออกเทศนาสั่งสอนผู้คน พระองค์อุ้มเด็กตัวเล็กคนหนึ่งขึ้นนั่งที่ตัก และกล่าวว่า ผู้ที่มีจิตใจดุจเดียวกับเด็กน้อยนี้คือผู้ที่จะได้รับการเปิดประตูต้อนรับเข้าสู่ดินแดนของพระเป็นเจ้า ...ความพิเศษใดที่เด็กน้อยนั้นครอบครอง ความพิเศษที่เหนือกว่าผู้ที่เติบโตแล้วเช่นพวกเขา อาจเป็นใจที่บริสุทธิ์ ว่างเปล่า และเที่ยงตรง ใจที่เป็นสีใสไร้มลทินเปื้อนเจือแต่ง แต่ดิฉันคิด...สิ่งที่พวกผู้ใหญ่ไม่เคยได้ครอบครองจริงๆ นั่นคือจินตนาการตะหาก สิ่งซึ่งเขาฝังกลบทิ้งไปกับเวลาที่ล่วงเลย ปล่อยให้จมหายไปกับบ่อน้ำสีเงินยวงนามความทรงจำ... แต่ก็คงจะมีคนแย้งขึ้นมาอีก เช่นนั้นพวกจิตรกร นักออกแบบ นักเขียนการ์ตูนเขาใช้ผลส้มสร้างสรรค์ผลงานกันหรือไร ดิฉันก็ไม่ปฏิเสธ เพียงแต่ไม่กล้าพูดเต็มปากว่านั่นคือจินตนาการก็เท่านั้น...

 

เมื่อลองหวนนึกดู ตั้งแต่สมัยก่อนแล้วที่คุณครูมักจะพร่ำพูดว่า เด็กโง่ ให้เป็นคำตอบสำหรับการถามในสิ่งที่ท่านคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ของเหล่าเด็กช่างสงสัยทั้งหลาย คำนั้นกระมังที่ทำให้เด็กๆหมดกระจิตกระใจจะซักต่อ ถามต่อ สงสัยต่อ เมื่อสวรรค์ส่งของขวัญมาให้แล้วถูกปฏิเสธ ก็คงจะไม่มีเหตุผลใดที่ของขวัญนั้นจะถูกส่งกลับมาอีกครั้ง นั่นคือเหตุผลที่ความเยาว์วัยในใจคนจึงปลิดปลงร่วงลงจากก้านไวนัก

 

 

ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ที่ความเป็นจริงคือสิ่งที่มองเห็น จับต้องได้ และพิสูจน์ได้... ใครกันที่บัญญัติไว้ ให้เชื่อในสิ่งไม่มั่นคงถาวรเช่นนั้น หากถามพวกผู้ใหญ่เขาก็คงบอกว่าก็นั่นคือความจริง หรือเธอจะบอกว่าก้อนอิฐก้อนหินที่เธอเห็นสัมผัสจับต้องอยู่นั้นเป็นภาพมายา ...ก็จริงอยู่หรอกนะ อากาศธาตุไม่ทำให้คนหัวปูดหัวโนหรือทำหัวแม่เท้าเขียวปัดเวลาเตะโดนหรอก แต่จำเป็นด้วยเหรอที่มันจะต้องเป็นอย่างนั้นไปเสียหมด จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องทำความดีให้เห็นเพื่อที่จะพิสูจน์ให้ยอมรับว่าเขาคนนั้นเป็นคนดี คงจะจริงที่คนสมัยนี้หูหนวกตาบอดกันไปเสียหมดแล้ว

 

ฟองสบู่ สิ่งสร้างเล็กๆที่แทบจะไม่มีความสำหลักสำคัญใดใดต่อโลกใบใหญ่แห่งนี้ แต่มันก็จุดประกายเล็กๆให้เราอย่างน่าประหลาดใจ ลูกกลมๆโปร่งใสนั้น สร้างความเบิกบานใจให้ทุกผู้ทุกคนที่ได้พบเห็น คือความอ่อนโยน บางเบา ลอยละลิ่วไร้จุดหมายและข้อขีดจำกัด ...ไกลเกินความคาดหมาย เล็กน้อยยิบย่อยเกินควบคุม... แต่ผู้คนก็ยังชื่นชมมัน สายรุ้งที่ทอทาบอยู่บนสิ่งเปราะบางนั้น หมุนวนและไหลเคลื่อนไปราวคลื่นนทีแช่มช้า บิดพลิ้วกายดั่งผีเสื้อสลัดปีกจากดักแด้ เรียกให้ดวงตาหลายคู่จับจ้องมองได้ไม่รู้เบื่อ หากแต่ผู้คนเหล่านั้นก็เพียงแต่ยิ้มบางๆและมองผ่านเลยไปในไม่กี่อึดใจ ...แน่ล่ะ ใครกันจะยื่นมือไปพัดฟองสบู่ให้รอดพ้นจากมุมชั้นวางขวดแชมพู หรือหดหู่เศร้าใจเมื่อฟองน้อยๆนั้นหล่นมาถึงขอบอ่างและกลายเป็นกองน้ำสบู่กลมๆเล็กๆ ...ก็มันแค่ฟองสบู่นี่นา แค่กำมือตอนฟอกสบู่แล้วเป่าลมผ่านกำปั้นที่เปิดเป็นรู ให้น้ำสบู่ขึงอยู่ในมือเหมือนไม้ตักปลาตามงานวัด เราก็ได้ฟองสบู่ลูกโตโดยง่ายดาย แต่ดิฉันก็ยังชื่นชอบฟองสบู่ที่เกิดขึ้นมาเองมากกว่า ฟองกลมๆเล็กๆที่ผุดออกมา นานทีถึงจะได้เจอที โผล่ออกมาทีดิฉันก็ดีอกดีใจใหญ่ เล่นกับมันอยู่นานทีเดียว(เทียบตามอายุของฟองสบู่ที่ถ้าไม่ชนผนังโดนลมแตกไปก็คงมีเด็กๆไล่ตะครุบจนสลายไปในไม่กี่อึดใจ) ฉันกันมันออกจากขวดสบู่แชมพูและผ้าม่านอาบน้ำ (เพราะถ้าไปติดกับม่าน ประการแรก ฉันจะเอาออกมาไม่ได้ ประการที่สอง คือ ฉันจะกลายเป็นคนทำลายมันลงเองกับมือ ทันทีที่ฉันเปิดม่านเมื่ออาบน้ำเสร็จ) ฉันจะค่อยๆยื่นมือออกไป ประคองสอดใต้ฟองเล็กๆ ช้าๆ นิ่มๆ พอประคองมันไว้ในมือได้ฉันก็จะดีใจมาก สำหรับฉันแล้ว เจ้าฟองจิ๋วๆพวกนี้คงจะเหมือนพวกนิมฟ์ตัวจ้อยกระมัง ร่างเล็กแบบบางที่ไล้ไปตามลมในชุดและรองเท้าแถบรุ้ง หมุนและหมุนจนน่าเวียนหัว เพราะฉะนั้น การที่พวกมันยอมนั่งลงบนมือฉัน ฉันจึงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีชนิดหนึ่งในล้านเลยทีเดียว

 

 

ความเยาว์วัย สูญสลายไปจนเกือบหมดแล้ว เป็นความจริงอันน่าสลดใจ จะไม่มีใครเลยที่ได้รับการต้อนรับสู่ยังดินแดนแห่งความรอดหรือไร ครั้งหนึ่งดิฉันเคยคิด...ความเยาว์วัยของจิตใจ ทำให้ดิฉันยากจะเชื่อว่าวันสุดท้ายของโลกนั้นกำลังจะมาถึง แต่ในวันนี้ เมื่อความฝันและจินตนาการถูกกลืนกินโดยความจริงและความมุ่งหวัง การเรียนและการงานในอนาคต ช่างน่าเจ็บปวดใจที่นาฬิกาแห่งเวลาสุดท้ายได้เริ่มเดินขึ้นมาแล้ว ผู้คนเริ่มหันเหเดินเข้าสู่ชีวิตดุจดั่งหุ่นจักรกล ไร้คุณค่าไร้ความหมาย เมื่อคนพยายามสร้างความสมบูรณ์แบบ พวกเขาจะได้อะไรเล่านอกจากความจืดชืดไร้ชีวิต เช่นนั้นแล้ว เขายังอาจหาญพอจะเรียกตัวเองว่ามนุษย์ ผู้ที่พระเป็นเจ้าทรงเสกสร้างด้วยความตั้งใจให้มีความละม้ายคล้ายพระองค์ และเมตตาเราเหลือจะประมาณ เราสละทิ้งจากพรที่พระองค์ประทานให้ ให้เรามีความแข็งแกร่งเพื่อเอาชนะอุปสรรคและบททดสอบทั้งหลาย ให้เราอ่อนแอเพื่อรับรู้ถึงชีวิตที่อ่อนแอกว่า รู้จักสร้างความแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างงดงาม พระองค์บรรจงสร้างเรามาอย่างแตกต่าง เพื่อให้เราเรียนรู้กันและประกอบกันเป็นความสมบูรณ์แบบ เป็นช่อดอกไม้ที่งดงามด้วยบุพชาติหลากสีสัน ทั้งดอกเล็กและใหญ่ กลีบหนาและละเอียดเล็ก โดยมีความฝันและจินตนาการเป็นดุจมนตราที่เผยความงามนั้นให้โดดเด่นและตรึงตรา

 

 

หากว่าท่านพอจะนึกออก นึกถึงเวลาที่เราอยู่คนเดียวในรถหรือรถไฟเพื่อกลับบ้าน ก้อนเมฆที่มองเห็นจะเป็นเช่นไร ปุยนุ่นสีขาวขับต้องกับแสงนวลดูงดงามจับตา เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีสิ่งใดจะอยู่ในระบบความคิดของท่าน มีเพียงจิตวิญญาณที่เปลือยเปล่าและเมฆขาวลอยฟ่องบนนภาสีคราม เมื่อนั้นท่านอาจจะเกิดอยากฮัมเพลงขึ้นมา เพลงที่สูญไปนานแล้วจากความทรงจำอันรางเลือนและวิถีชีวิตที่มุ่งตรงไปอย่างไม่หยุดยั้ง อาจเป็นเพลงเปียโนที่มีแค่ไม่กี่คอร์ดหรือกีตาร์เกลาสบายๆ แต่ชั่วขณะนั้น ท่านจะคิดว่าเป็นดนตรีที่เพราะที่สุดเท่าที่เคยฟังมา...

 

  

แสงจ้าส่องลอดหน้าต่างบานกลมเล็ก ทาบลงมาบนพื้นห้องเล็กๆที่หาที่ยืนไม่ค่อยได้
ริงแรงรัง...ริงแรงรัง...
กระดิ่งกระพรวนสั่นริกตามแรงลมเป่า ต้นไม้ยืนสูงโปร่งบนเนินเขา กิ่งก้านที่ผูกระฆังจิ๋วไว้แกว่งไหวๆ ส่งเสียงกังวานใสในทุ่งกว้าง
"มากริล มากริล" นกริลิงส่งเสียงต้อนรับผู้มาเยือน แขกตัวน้อยกระโดดฮ๊อปๆ ผมสีน้ำตาลเทาสะบัดน้อยๆ แขนขาเล็กๆปีนป่ายบันไดหินบุบบู้ขึ้นไปบนเนินสูง กระท่อมเล็กๆมุงหลังคาฟางตั้งอยู่อย่างเงียบๆข้างๆกังหันน้ำเล็กๆ และต้นไอน์ต้นเรลองก์
"มุชมุช"เสียงเจื้อยแจ้วดังมาจากข้างห้วยเล็กๆ เป็นเจ้าหนูหริ่งที่ร่อนถลาลงมาวิ่งเคียงไปกับเด็กตัวเล็ก ทั้งโอนาล ยิบบิท โดโมท และบิททิมวิน วิ่งทยานกันไปโดยมีจุดหมายอยู่ที่กระท่อมหลังนั้น
ในบ้านนั้นคุณยายหลังโก่งนั่งยิ้มแป้นคอยอยู่แล้ว เด็กสาวและหมู่สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่ตามมา อัดเสียดเยียดตัวเองเข้าไปในกระท่อมจนโป่งกลม
วันนี้คุณยายสอนเด็กน้อยร่ายมนตร์อีกเช่นเคย เธอวางมือทั้งสองลงบนเตียงและผ้าปูสีขาว ยิ้มกว้างแล้วก็เริ่มท่อง...

นิฟ นิฟ มิบปิตี้ม๊อพ
...ผ้าปูเตียงกระเพื่อมขยับ...
ฟล๊อพ ฟล๊อพ ล๊อปแล้วกลับหาง
...ปลาทองสีแดงหกตัวกระโจนขึ้นมาจากผิวน้ำเรียบสีขาวรอบๆมือ...
ไอน์เดรอนง เวเนช กราล
...ตัวแดงๆของพวกมันมุดหายไปให้ผ้าปู...
ความฝันทั้งหลาย จงกลาย เป็นจริง!

แสงสีรุ้งพุ่งพรวดออกมา รถเลื่อนคันใหญ่ตกแต่งด้วยลูกหิน บุผ้าลายตาราง ลายจุด และดอกเดซี่ กระดิ่งทุกสีทุกขนาดทุกรูปร่าง ทั้งทรงกลม เหลี่ยมและสามเหลี่ยม แขวนอยู่รอบๆ คนแคระจมูกแดงหลายตนยึดเชือกลากเลื่อนไว้ นกเอลวิงที่เกาะอยู่บนไหล่คุณยาย บินไปปักหลักอยู่บนยอดเสารถเลื่อนสูงเด่ กระต่าย กระรอก เก้งกวาง แรคคูน ออแอกันอยู่เต็มรถ ขาหางชี้สะเปะสะปะไม่รู้ว่าอะไรเป็นของใคร
แต่เมื่อทุกคนและทุกตัวสามารถยัดเข้าไปในรถได้แล้ว คนแคระเหล่านั้นก็เริ่มลาก...รถเลื่อนคันเล็ก วิ่งด้วยความเร็วจี๋ จนลอยขึ้นช้าๆ ล่องไปในหุบเขาแสนไกลที่พระอาทิตย์ฉายแสงไม่รู้เหนื่อย...

 

Irhzen Star

 

ท่ามกลางหุบเขาอันสะพรั่งด้วยเหมันต์มิสุดสิ้น หุบเขาซึ่งความหนาวเย็นได้เยือกแข็งกระแสกาลเวลาให้หยุดนิ่งไว้ ที่นั้นคือสถานที่ซึ่งเหล่าภูติพรายหิมะสิงสถิต ตั้งแต่ตัวเล็กจิ๋วเท่าฝุ่นผงไปจนถึงตัวเขื่องขนหนาฟู ที่แห่งนี้ปกครองโดยราชินีน้ำแข็งและเจ้าหญิงหิมะผู้มีนามว่านาเฟีย เจ้าหญิงผู้มีสิริโฉมงดงามเหลือจะเปรียบปราน ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของเหล่าสรรพชีวิตในดินแดนสีขาวนี้  เป็นดั่งแก้วที่พราวแสงระยับในอาณาจักรอันเยียบเย็นจับขั้วหัวใจ... หาก แม้ว่ากระแสธารแห่งเวลาจะชะงักงัน แต่ใครเล่าจะสามารถหยุดยั้งคนโทน้ำมิให้รินเทลงได้

เสียงขับกล่อมอันเสนาะหูดังแว่วขึ้นจากเสียวลมไหวหวิวของพายุหิมะที่กราดกราย เจ้าหญิงหิมะทรงออกมาเดินเล่นกับภูติหิมะตัวเล็กที่สวมกระโปรงบานเป็นเกล็ดเหมือนแจ๊คฟรอสต์ รอยยิ้มของนางงดงามอ่อนหวานบรรจงระบายบนใบหน้าที่งามราวภาพวาด ลำนำที่ขับขานเสนาะลึกถึงแก่นวิญญาณ แต่ฉับพลันนั้นเอง สิ่งหนึ่งก็ทำให้เสียงเพลงของนางต้องชะงักลง

รอยย่ำหิมะโรยราบนถนนที่ไม่อาจแลเห็นจุดสิ้นสุด บุรุษผู้สั่นเทิ้มฝืนกายเหนี่ยวพายุที่โหมรั้งอย่างสุดจิตวิญญาณ ที่สุดแล้วร่างนั้นก็ล้มลง เหลือเพียงลมหายใจระรวยริน เจ้าหญิงหิมะไม่เคยพบเห็นสิ่งซึ่งมีสีสันจัดตาเช่นนี้มาก่อน กายเขาห่อหุ้มด้วยผ้าที่มีขนสั้นและแสนจะหนัก เจ้าหญิงพิศดูเขาทีละนิด ก่อนจะมอบบัญชาให้เหล่าภูติหิมะนำตัวเขาออกจากหุบเขา ดวงตาสีจางของนางจับจ้องมองเขาไม่วาง เหล่าภูติแบกกายของเขาซึ่งใหญ่กว่าพวกมันอยู่มาก และสำหรับนางเอง ก็คิดว่าเขาออกจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่โตอยู่เหมือนกัน แม้จะไม่เท่าพวก นาชกอลก็เถอะ  นาเฟียเฝ้าดูเขาจากร่องศิลาเหนือถ้ำทางเข้าโดยเงียบเชียบ เกล็ดน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนร่างนั้นค่อยๆละลายไปทีละนิด ผิวซีดแข็งของเขาเริ่มออกเจือแดงและเป็นสีเหลือง เขาดูแปลกจากผู้คนในหุบเขา...เขาดูพิเศษราวกับมีมนตร์ขลัง เป็นความมหัศจรรย์ที่โดดเด่น ที่ไม่อาจลอกเลียนหรือยึดเอามาไว้ในมือเราได้... นี่หรือมนุษย์...

ฉับพลันร่างกายนั้นก็ขยับขึ้น จากนิ้วมือที่กระดิกกระเดี้ย ไปจนถึงท่อนแขน และดวงตาของเขาก็เปิดขึ้น ทำให้หทัยดวงน้อยนั้นเต้นเร็วแรงราวกับจะกระเด็นดอนออกมาจากร่าง มือบอบบางกดเหนือหน้าอกด้วยสัญชาตญาณ ไม่ให้ดวงใจนั้นหลุดลอยไป ดวงตาสีน้ำตาลจับจ้องมาที่นางซึ่งแข็งค้างอยู่ตรงนั้น ไม่อาจไหวติง

"เจ้า...ไม่สิ ท่าน..ช่วยเราไว้เหรอ" เขาเอ่ยถาม เสียงของเขาเป็นเสียงที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่ได้หวานละมุนเหมือนเสียงของเหล่าสตรีแห่งสายหมอก แต่ก็ไม่ได้กร้าวกระด้างดังที่อสูรเมนอร์ธคำราม เป็นสุรเสียงอันอบอุ่น...ช่างน่าหลงใหล แม้จะเป็นเพียงการพูดอย่างแผ่วเบาของชายหนุ่ม แต่เสียงของเขาก็ดังเกินไป จนธิดาแห่งหิมะอดไม่ได้ที่จะผงะผวา จนอีกฝ่ายเองก็อดตกอกตกใจด้วยไม่ได้ ความเงียบงันเกาะกุมทั้งคู่...หนึ่งมนุษย์หนึ่งเจ้าหญิงหิมะ ส่วนเหล่าภูตินั้นได้กระเจิงกระจายไปเสียตั้งแต่บุรุษเริ่มขยับกายแล้ว เพียงสิ่งเดียวที่ยังคงขยับไหวอย่าเร่งร้อน คงเป็นหัวใจดวงเล็กของเจ้าหญิงเป็นแน่

"เรา...เป็นเจ้าชายจากอาณาจักรพระอาทิตย์..." เขาเล่าอย่างแช่มช้า ในขณะที่นางยังคงไม่ไหวติงสักนิด

"เราจรผ่านมา ...ระหว่างที่เรากลับจากการไปปราบมังกรที่หุบเขาไฟ พายุลมหมุนทำให้เราพลัดหลง เราข้ามทะเลทรายผ่านหุบเขาและทะเลสาบจนมาถึงยังที่นี่ เรี่ยวแรงที่ก้าวย่างมาก็หมดลงเสีย ...เพราะเรารู้จักที่แห่งนี้ดี ที่ซึ่งกองทัพกล้าแห่งบิดาเราปราชัย ดินแดนที่หิมะและความเย็นเสียดกระดูกครอบครองเหนือสรรพสิ่ง..." เจ้าหญิงเงยพระพักตร์ขึ้นในทันที และอ้าปากคล้ายว่าจะโต้แย้งแต่ก็เงียบไป เจ้าชายผู้พลัดหลงจึงถือวิสาสะเล่ากล่าวต่อไป

"เจ้าเองก็อยู่แถวนี้...คงจะตระหนักรู้อยู่เต็มอกสินะ เราเองก็ไม่ได้ตรองเสียให้ดี..." เขาหัวเราะกับตัวเอง เสียงหัวเราะ... ครั้งแรกที่เจ้าหญิงได้พบพาน ได้สดับฟังเสียงหัวเราะ ทำให้ดวงตาโตยิ่งเบิกกว้างและส่องประกาย ทำให้เจ้าชายยิ่งใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวด้วยความงดงามน่ารักที่ยากจะทัดทาน

"เจ้า...ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน เคยไปอาณาจักรของข้าหรือไม่" ครานี้นางส่ายหน้า เหมือนเด็กหญิงที่ยังไม่รู้เดียงสา

"งั้นเหรอ...ถ้าอย่างนั้นข้าจะ...เล่าเรื่องให้เจ้าฟังเรื่องหนึ่งแล้วกัน..." ชายหนุ่มกระแอมไอเบาๆ ขณะที่ถูอังฝ่ามือหนากับกองไฟกองย่อมที่เพิ่งก่อได้

"...ท่ามกลางเทือกเขาสูงและทุ่งหญ้าขจี กว้างใหญ่สุดสายตา แสงทองจากฟากฟ้าทอทาบเหนือแผ่นดินอันอบอุ่น ดินที่อ่อนนุ่ม ต้นไม้ใบหญ้าที่ผลิบานแข่งกัน กระจงกระจิดที่กระโดดโผนแผล็วด้วยขาเรียวยาวเก้งก้างทั้งสี่ นกน้อยหลากสีบินถลาเต้นรำกันบนกิ่งเบิร์ชเพื่อชวนชักชมเชยตัวเมีย ท่ามกลางธรรมชาติเหล่านั้น มีอาณาจักรอันใหญ่โตตั้งตระหง่านอยู่ ที่ซึ่งไม่เคยมีความเงียบเหงากรายใกล้ บ้านเรือนสีขาวนวลทั้งสูงและเตี้ย หลังคาแบนราบและที่มีโดม ผู้คนผ่านไปมา ทักทายกันด้วยรอยยิ้มและหยิบยื่นมิตรไมตรีแก่กัน นครพระอาทิตย์ มีกองทหารที่เกรียงไกร เดินสวนสนามให้เราเห็นทุกปี ในงานเฉลิมฉลองแก่ทุกคน ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้เฒ่าชรา คนยากไร้ไปจนถึงเศรษฐี ในวันนั้น จะไม่มีใครดีกว่าใครวิเศษกว่าใคร สุภาพบุรุษจะควงไม้เท้าหัวทองคำของเขาไปกับยาจกหรือกระทั่งเด็กขายหนังสือพิมพ์..."

ชายหนุ่มเอ่ยเล่าถึงอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งล้วนแล้วแต่นำความประหลาดใจมาให้กับนาง ไม่นาน เมื่อกองไฟมอดดับ เขาจึงสะพายดาบและลงจากหุบเขาไป โดยได้ทิ้งเมล็ดพันธุ์แห่งดินแดนอัศจรรย์ไว้ตรงกลางใจของเจ้าหญิงหิมะเรียบร้อยแล้ว

พระอาทิตย์...จะวิเศษแค่ไหนนะถ้าหากได้ยล...อบอุ่น...จะเป็นเช่นไรหนา สิ่งที่สว่างสดใสที่เขาเรียกสีสัน...จะสดสวยเพียงไร สโนว์ดรอปจะเทียบเคียงได้หรือไม่...วสันตฤดู กาลเวลาซึ่งทุกสิ่งแต่งแต้มด้วยสีสันและสิ่งที่เรียกว่า...ชีวิต...
ร่างเล็กๆขยับเคลื่อนออกมาจากปากถ้ำ ไถลลงมาตามทางลาดอย่างแช่มช้า ขาคู่เรียวเล็ก ค่อยๆก้าวออกมาอย่างกริ่งเกรง ทีละนิดๆ จนอีกเพียงนิดเดียว ก็จะต้องอนูสีทองในแสง ...อึดใจเดียวเท่านั้น    

นิกซ์ตัวเล็กกระจ้อยนับสิบเร่งรีบกระพือปีกเล็กบางของพวกมันอย่างสุดชีวิต และพุ่งเข้าไปประคองร่างใสบางนั้นกลับสู่ภายในหุบเขา ทันทีที่พ้นจากทวารหิน ร่างเล็กของเจ้าหญิงก็หล่นกระแทกพื้นหิมะ เมื่อนางตั้งสติได้และเหลียวกลับมอง ก็พบร่างเล็กอันปวกเปียก แสงเรืองที่เคยส่องออกมาจากปีกบางแต่ละคู่ค่อยๆจางและริบหรี่ลงทีละคู่ๆ จนหมดไป...

มือคู่บางค่อยๆช้อนร่างนิกซ์ตัวเล็กขึ้นมาและโอบอุ้มไว้ แนบอิงกับใบหน้าอันเยียบเย็นด้วยความโศกเศร้า วันต่อมาและต่อๆมา นางดูเหมือนจะเบื่อหน่ายสิ่งขาวสว่างที่รายล้อมไปฉับพลัน ทั้งที่นางเองเคยร่ายระบำและขับขานดนตรีแก่สิ่งเหล่านั้น ดุจเดียวกับหมู่มวลบุพชาติ เพียงขาดซึ่งชลหล่อเลี้ยงก็ย่อมเฉาโรยรา ภูติพรายน้ำแข็งต่างสลดหดหู่กับความเฉยเมยที่นางมอบให้ แม้องค์ราชินีเอง ก็ยังคงสลดพระทัยต่อการเปลี่ยนแปลงนี้

"เจ้าหญิงหิมะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ นางเดินผ่านเราไปราวกับไม่ได้มีเราอยู่ที่นั้น" ภูติหิมะตนหนึ่งเอ่ยขึ้น ในวงสนทนาของเหล่าพรายน้ำแข็งและนาชกอล

"พระองค์จะป่วยรึเปล่านะ" มิฟดอร์ขนสีขาวขุ่นเอ่ยขึ้นเป็นตัวแรก

"ไม่หรอก ไม่ใช่"เจ้าสนิฟลอร์ตัวเพรียวลมเอ่ยค้านและหันไปทางเจ้าตัวเล็กที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ

"มอฮ์โบลซี เจ้าเป็นสหายคู่พระทัยของเจ้าหญิง ไหนว่ามาซิว่าเกิดอะไรขึ้น"

เจ้าภูติน้อยมอฮ์โบลซีกริ่งเกรงอยู่เล็กๆ จึงจะกล้าเล่าให้เพื่อนๆของมันที่กำลังว้าวุ่นฟุ้งเฟ้อฟัง

"เจ้าหญิงทรงอยากจะไปนอกหุบเขาน่ะ"

"ว่าอะไรนะ!!" พวกภูติร้องกันขึ้นมาอย่างตกอกตกใจ จนวิงเคิลโทลที่งีบหลับอยู่บนกิ่งไม้สะดุ้งสุดตัว หล่นลงมาดังตุ๊บ

"เจ้าไม่ได้เข้าใจอะไรผิดนะ ข้างนอกนั่นน่ะ มีอะไรนอกจากความร้อนแล้ง สัตว์ไล่ล่าและฉีกทึ้งกินกันและกันเป็นอาหาร ทั้งยังสงครามของพวกมนุษย์ การแย่งชิงกันเพื่อความอยู่รอด เพื่ออำนาจ พวกเขาดิบเถื่อนและทารุณ เช่นนี้แล้วจะมีสิ่งใดที่ทำให้นาเฟียต้องการไปอยู่ยังทาร์ทารัสแห่งนั้นอีก"

"พวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ทุรนทุรายกับความโหดร้ายของธรรมชาติ"

"แล้วเจ้าหญิงที่แสนงดงามอ่อนหวาน เพียงอึดใจหากไม่ต้องไอร้อนจนมลายก็ต้องถูกพวกมนุษย์ใจร้ายทำให้บอบช้ำมัวหมอง เหมือนอย่างรีเวียรา แม่หนูน่าสงสารเมื่อปีกลายนั่นไง"

"โถ...นาเฟียที่สวยงาม เหตุใดเจ้าจึงได้ไขว่คว้าหาเงาราตรีมืด หลีกหนีจากแสงจันทร์ที่เจ้าคู่ควรเล่า"

ค่ำคืนนั้นเอง ที่ราชินีน้ำแข็งเอ่ยเรียกตัวเจ้าหญิงหิมะมาเข้าเฝ้า ณ พระราชวังคริสตัลโอ่อ่างดงามเหนือยอดเขา

"นาเฟีย "

สุรเสียงอันเรียบนิ่งเอ่ยนามที่พระนางรักใคร่โปรดปราณนัก หากแต่ในตรั้งนี้ ใบหน้าที่มักเครือด้วยยิ้มอันสวยงามราวเกล็ดน้ำแข็งสลักเสลากลับเจือจางลงไป แทนที่ด้วยแววพระเนตรแฝงกังวล

"วันนี้เจ้าดูไม่ดีเอาเสียเลย มีอะไรอยู่ในใจเจ้าหรือ"

"ถูกแล้วเพคะ ใจหม่อมฉันหนักอึ้งดุจศิลา" เจ้าหญิงเอ่ยตอบตามวิสัยที่ไม่เคยปกปิดพระมารดา

"เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะบอกเราได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่"

"ย่อมได้เพคะ..."เจ้าหญิงเอ่ยตอบ แต่ก็กลับนิ่งงันไป

"ลำบากใจหรือ" ราชินีน้ำแข็งเอ่ยถาม เจ้าหญิงนิ่งเงียบ

"เจ้าเปลี่ยนไปมาก ดังที่เหล่าภูติได้เอ่ยว่ากันไว้จริงๆ"

เจ้าหญิงหิมะเงยพักตร์ขึ้น จับจ้องพระเนตรน้ำแข็งของพระนางไว้ แต่นัยน์ตานั้นก็ยังเป็นสิ่งที่นางไม่อาจค้นหาความนัยได้ นางเพียงแต่จ้องพระนางที่วาดกรอ่อนช้อย รวยเอาละอองไอเย็นจากเบื้องหน้าและไอนั้นได้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง จนกลายเป็นดอกไม้...กุหลาบน้ำแข็ง บุพชาติอันงามล้ำ กลีบใบของมันล้วนละเอียดลออ วาวแสงสุกสว่างอยู่บนพระหัตถ์องค์ราชินี

"นี่คือสิ่งที่นาเซอเลย์ มารดาผู้ให้กำเนิดเจ้ามอบให้ข้าไว้ก่อนจะสิ้นใจ นางบอกว่ามันจะเป็นเหมือนของดูต่างหน้าของนาง นางพร่ำเอ่ยว่า ธิดาของนาง สักวันจะเติบโตและงดงามดุจเดียวกับดอกไม้นี้ สง่างาม เป็นความงามอันโดดเด่นที่ยากจะหาใครเทียม เป็นความงามที่ยังคงโดดเด่นไม่ว่าอยู่แห่งหนไหน งดงามและทรงค่าเหนือกาลเวลา..."

พระนางทาบวางกุหลาบนั้นบนมือบางและเอ่ยวจีสุดท้าย

"ข้ามอบให้เจ้า... และหวังว่าเจ้าจะไตร่ตรองให้ดี เมื่อเจ้าตัดสินใจ จงอย่าลังเล...และอย่าเสียดายกับหนทางที่เจ้าเลือกแล้ว"

เจ้าหญิงตริตรองโดยเงียบเชียบเพียงลำพัง มารดาที่ไม่เคยแม้พบหน้า แต่ก็มีอิทธิพลต่อใจของนางเหลือแสน... ค่ำคืนนั้น เป็นคืนที่แม้แต่ลมที่พัดหอบไอเย็นผ่านก็ยังหยุดนิ่งเพื่อเฝ้ามองเจ้าหญิง นางนั่งอยู่จนเช้าก่อนจะหยัดกายลุกขึ้น หยิบเสื้อคลุมสีเงินและดอกไม้น้ำแข็งจากมารดา นางวิ่งออกจากพระราชวังน้ำแข็ง ฝ่าพายุหิมะและข้ามเนินสูงจนสุดยังเขตแดนของหุบเขาเหมันต์ ฉับพลันที่ก้าวพ้นจากดินแดนอันขาวโพลน เจ้าหญิงจับจ้องแสงสว่างที่พบเห็นด้วยรอยยิ้ม แม้กายจะรวดร้าว แต่ขาคู่เล็กก็ยังก้าวเดินไม่ถอยหนี หวังเพียงจะได้เห็นอาณาจักรพระอาทิตย์ แม้สักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี... แต่ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันระอุร้อน ร่างของเธอละลายและโปร่งแสงทีละนิด จนทรุดล้มลง แต่นางก็ได้ล้มลงด้วยเสียงหัวเราะ เพราะชั่วอึดใจนั้นเอง ที่เจ้าหญิงได้เห็นเมืองที่สดใสสวยงามดังที่ได้วาดไว้ ภาพที่เธอเห็น ความจริงแล้วนั้น เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆห่างไกลจากเมืองหลวง เธอเห็นบ้านดินหลังเล็กๆผุดอยู่เป็นหย่อมๆและผู้คนในชุดเสื้อผ้าเรียบหยาบแสนจะธรรมดา แต่สิ่งนั้นเป็นเพียงภาพที่คนในอาณาจักรหิมะและอาณาจักรพระอาทิตย์จะมองเห็น ...ภาพใดกันที่เจ้าหญิงเห็น และทำให้นางหลั่งอัสสุชลแห่งความสุขล้น เกล็ดน้ำตาอันปิติสุขและร่างน้ำแข็งที่งดงามละลายและหลอมรวมกลายเป็นธารน้ำไหลเย็นสู่หมู่บ้าน สู่อาณาจักรพระอาทิตย์ และเมืองอื่นๆอีกมากมายไม่สิ้นสุด หล่อเลี้ยงชีวิตมากมายนับไม่ถ้วน ภายใต้แสงอาทิตย์อบอุ่น คงเหลือแต่เพียงหัวใจน้ำแข็งอันใสบริสุทธิ์ หัวใจที่เปี่ยมสุข พองโตและส่องประกายวาว จนเมื่อราตรีเคลื่อนคล้อยมา เมื่อพระจันทร์ทรงราชรถทองคำไปบนท้องฟ้าสีกำมะหยี่ ก็ได้แลเห็นแสงสว่างเหนือทุ่งหญ้า จึ่งคาดคิดว่าเป็นดาวที่ร่วงผล็อยลงมา แต่เมื่อจับประคองขึ้นหมายจะนำกลับสู่ท้องฟ้า ก็พบว่าเป็นก้อนน้ำแข็งที่วาวแสงขาวสุกสกาว พระจันทร์จุมพิตหัวใจของเจ้าหญิง ให้ชื่อว่าไอเซ่นสตาร์ ก่อนจะนำขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นดวงดาวที่เจิดจรัส งดงามจับตา คงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ หัวใจดวงนั้นจักคงอยู่เพื่อเฝ้ามองอาณาจักรอันอบอุ่นงดงาม ที่นางรักและเฝ้าฝันหา จวบจนลมหายใจสุดท้ายของนาง...

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ที่ๆกาลเวลาหยุดนิ่ง

 

เส้นตรงลากยาวขนานไปกับเส้นคดคู้บิดเบี้ยว ฟันเฟืองเก่าคร่ำยังคงหมุนไปไม่สิ้นสุด แม้สองเท้าจะหยัดมั่นบนผืนดิน แต่เราต่างก็รู้กันว่าไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่ง...รวมทั้งใจดวงนี้ที่เฝ้าคิดถึงเธอด้วย...

 

แกร๊ง

...สายลมที่หยุดนิ่งค่อยหวนคืนสู่จิตวิญญาณ

แกร๊ง

...ริมฝีปากที่ตรึงตรา

...ความทรงจำที่ไขลานย้อนกลับ

แกร๊ง

...หยดน้ำกระเซ็นกลับขึ้นจากผิวน้ำเรียบนิ่ง

...เวลากำลังเต้นรำท่ามกลางท่วงทำนองอันบ้าคลั่ง

...พุ่งทะยานผ่านอุโมงค์หินอันยาวไกล   การเดินทางที่ยาวนาน...หนทางที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงที่ใด หากแต่ใจนั้นก็ยังคงมองหาที่พักพิง หยาดน้ำฉ่ำเย็นที่จะดับกระหายและชะความเหนื่อยล้า...  ถ้าหากว่านั่นจะเป็นฝัน ก็ขออย่าให้อรุณรุ่งมาเยือนเร็วนักเลย  

            ดวงดาราเจ้าเอย...เจ้าพิศมองโลกใบนี้ด้วยสายตาเช่นไรหนอ

  

            ที่ๆกาลเวลาหยุดนิ่ง....มิใช่ที่ๆเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเทียบเท่าเวลา แต่เป็น...ที่ๆหัวใจสองดวง โคจรมาพบกัน