Tsugiri

posted on 17 Nov 2011 23:42 by aestar
ฉันชื่อสึงิริ...จิทาเอะ สึงิริ เกิดวันที่สิบเจ็ด เดือนหก ปี1975 ตายวันที่หก เดือนสี่ ปี1996
ที่เธอพูดอยู่ด้วยเวลานี้ไม่ใช่วิญญาณหรอกนะ แค่เป็นคนที่ควรจะตายไปแล้วเท่านั้น...

แสงทองอวลฝุ่นประคองกายอ้วนแผละของมันกองลงบนพื้นไม้ผุเป็นโพรง ทะลุลงไปลึกแต่ไม่ถึงก้น ประตูเก่าเส็งเคร็งทำหน้าที่ของมันเท่าที่สภาพล้มมิล้มแหล่จะเอื้ออำนวย แต่สายลมกระพือโหมมักทำลายความตั้งใจนั้นจนล้มทลายทุกเวลาที่เป็นได้ กลิ่นอับแนบชิดเป็นญาติสนิทมิตรสหาย ค้างคาวขยับปีกกระทบความเงียบยามเที่ยงคืน ความสันโดษเป็นเอกสิทธิ์แห่งสถาน ผู้รุกรานจะถูกเอาคืน
...ได้ยินเสียงนก ได้ยินเสียงไม้ แต่ขยับไม่ได้ เพราะกายนี้ผุพัง ปากแผดคอกู่ เพรียกร้องวันคืน ความผิดพลิกฟื้น คืนการลงทัณฑ์...

"เฮ้ย ได้อะไรมาบ้างวะ เอามานี่!"เสียงกระด้างกระชากพร้อมกับมือที่ฉวยถุงกระสอบสีน้ำตาลมากอดกับตัว ดวงตาวาวโรจน์ทะลุหนวดรกและเงาหมวก และมิพักเสียงเล็กเสียงน้อยของสมุน มันควานมือลงไปในถุงและโกยเหรียญเงินเหรียญทองขึ้นมาสูดดม กลิ่นสนิมหอมหวานล่อลวงพวกมันให้หลงระเริง จนไม่ทันรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในเงามืด
"จะดีเหรอ...ที่ใช้ที่นี่เป็นที่ซ่อนน่ะ"เสียงกระซิบแผ่วไม่สู้มั่นใจ แต่ใบหน้าเผือดสีแจงเหตุกลประการได้ถ้วนดี
"ข้าได้ยินมาว่าที่นี่มีอาถรรพ์..."
"หนวกหูน่า!!ไอ้พวกขี้ขลา...."เสียงหยาบตะคอกกลับ แต่ไม่ทันสิ้นเสียง
ปังงงงงงงง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ประตูหน้าต่างทั้งหมดกระแทกอัดความมืดและความเงียบ กักขังห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆไว้ในอากาศสีดำ
"เฮ้ย!!อะไรวะ"มือใหญ่โถมทั้งดึงทึ้งทุบบานไม้เก่า แต่หน้าต่างและบานประตูยังคงยืนกราน นิ่งเงียบดังสาวพรหมจรรย์เหล็ก
"ละ..ละละ ลูกพี่"
"หุบปาก!!!ไอ้สวะไร้ประโยชน์"
แกร๊ก... อาวุธสีนิลกระชับแน่นในมือ ตาขวางกวาดมองรอบๆอย่างระแวดระวัง เหงื่อเม็ดเป้งเกาะพราวบนใบหน้าดุดัน
"แน่จริงยื่นหัวออกมาสิ ผีที่ไหนข้าจะยิงให้กระจุย!!!!"
ฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิ...
เสียงหัวเราะแหลมดังจากเหนือหัว
ปังปังปังปังปังปังปัง
ลูกกระสุนพุ่งตามที่มานั้น แต่กลับเจาะได้เพียงเพดานไม้เก่ากลวง
กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก...
ปลอกกระสุนเคาะฝุ่นหนาบนพื้น กระจายเสียงเสนาะดังเครื่องเคาะเล็กจิ๋ว
"มนุษย์โง่..." เสียงกระซิบแนบริมหู แสยะยิ้มแห่งชัยชนะ
"ตายซะ!!!!!!!!!!!!!!!!"


"เจ้าพวกโง่ ของพวกนี้จะทำให้ท้องอิ่มได้ยังไงกัน"ผมยาวปรกเท้าเปื้อนฝุ่นขาว มือผอมโปนกระดูกยกสิ่งมีประกายขึ้นส่องล้อแสง เธอลงความเห็นว่าเป็นสิ่งมีค่าแต่ไร้ค่าโดยเนื้อแท้ ว่าแล้วก็โกยสิ่งไร้ค่าทิ้งนอกหน้าต่างทันที
แสงแยงตาบีบดวงตาสีเทาให้หรี่แคบ หน้าต่างถูกกระชากปิดเสียงดังแทบหลุดจากกรอบ

...
ประตูปิดลงตรงหน้าข้าฯ
ดุจเดียวกับความตายที่นิ่งงันตรงหน้าข้าฯ
...


ฉันรู้จักชายคนหนึ่ง แน่นอนว่าเขาคงไม่รู้จักฉัน เขาหวาดกลัว...ความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น ก้ำกึ่งระหว่างความจริงและความฝัน แต่สำหรับฉัน...ช่วงเวลานั้นกลับเป็นสิ่งล้ำค่า เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกถึงการมีชีวิต การดำรงอยู่ และความเป็นไปได้ทั้งหมด ความเกินจริงอันเปี่ยมสุข ล้วนครอบครองได้ในมือเรา
แล้วเขาก็ตาย...ด้วยความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่นที่เขาหวาดกลัวนัก ฉันซึ่งรับรู้เรื่องนี้ด้วยความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งเหมือนฝัน มีความรู้สึกที่ท้นขึ้นมาเหลือเกินว่า ฉันเองหลับตาอยู่ข้างหนึ่ง ในขณะที่เขาลืมตาทั้งสองกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้เพื่อจ้องมองโลกใบนี้? ความทรมานที่เร้นอยู่เบื้องหลังเปลือกตา...ดังคำสาปมรณะคุกคามตลอดชีวิตของเขา
สิ่งที่เราลืมเลือนไป สิ่งที่เราสูญเสียไปหลายต่อหลายครั้ง ...สิ่งที่เราค้นพบก่อนที่ความจริงจะปรากฏอยู่ตรงหน้า บางที อาจโหดร้ายและรวดร้าวกว่าบาดแผลที่ความเป็นจริงสร้างแก่เราก็เป็นได้

Those who reside awaken...
für dein Tod ist keine Verschwendung...
Arose from chains and misery...
die Offenbarung...
(Hold Breath)

พื้นไม้ผุพัง จ้องให้ทะลุยังไงก็ยังคงฝุ่นเกาะเกรอะกรังอยู่อย่างนั้น ความเงียบกรีดกรายบาดหูชวนรำคาญ ฝุ่นละอองยังคงเต้นระริกในแสงเล็กน้อยที่ลอดร่องหน้าต่างและบานประตู หมุนและเริงระบำ
ท้ายที่สุด หญิงสาวก็นั่งจ่อมจมอยู่กับกองฝุ่นตลอดวัน กว่าจะรู้ตัวแสงตะวันก็จางแทบไม่เหลือแล้ว พวกโจรไม่มีอาหารอะไรติดตัวมาก คงเป็นคนในหมู่บ้านด้วยกันเอง ไม่ใช่กองโจรที่ออกปล้นชิงเมืองนั้นเมืองนี้ สร้างความเดือดร้อนทั่วทุกหัวระแหงดังคำบอกเล่า แต่ถึงเป็นพวกนั้น เธอก็คงไม่รู้อยู่ดี
 "ช่างหัวมันสิ"
เธอพูดอย่างหัวเสีย สะบัดตัวลงนอนบนกองนุ่นซึ่งเคยเป็นเบาะและฟูกนอน เพดานไร้หลังคาบอกว่าคืนนี้ท้องฟ้ามีดาวระยับ ร่างสกปรกพลิกตัวหนีจากภาพนั้น เพราะมันชวนให้ระลึกถึง...

Eins Zwei Drei ...den Zauberstab schwingen
Vier Fünf Sechs...sich etwas wünschen 
Sieben Acht Neun Zehn...

'I wish I wouldn't have died there...'

...หยาดน้ำหนึ่งหยดรินลงมาจากหางตา
ดูดกลืนแสงดาราให้หม่นมัว


งานวันเกิดเล็กๆจัดขึ้นในบ้านหลังใหญ่ หลายครอบครัวที่อาศัยอยู่ในรั้วหนักแน่นมั่นคงนี้ต่างร่วมยินดี แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองทางสายเลือดแต่เคารพรักกันเหมือนญาติพี่น้อง ภายนอกกำแพงหินกางกั้น เพลิงสงครามระอุกรุ่น ความทุกข์ร้อนที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ทุกขณะ บ่งชัดบนใบหน้าของผู้อาวุโส ความขัดแย้งอันเกิดจากความละโมบ มักใหญ่ใฝ่สูงของคน เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ต่างลำบากใจที่จะเล่า เพราะปากเดียวกันนี้ก็เคยพร่ำสอนคุณธรรมและความถูกต้องให้แก่เด็กๆ สิ่งเดียวที่พอจะทำได้ คือสองมือปิดหูปิดตาเสีย
ความเงียบกางบริเวณอยู่เพียงเจือจาง ด้วยไม่ต้องการทำลายความสุขแห่งเยาว์วัยมากไปกว่านี้ งานเลี้ยงจัดขึ้นเรียบๆ ของขวัญไม่ใช่สิ่งที่ซื้อมาใหม่ แต่เป็นของสำคัญของผู้หลักผู้ใหญ่ที่สละให้เป็นเครื่องคุ้มภัยและหลักยึดป้องกันจิตใจ หญิงสาวยินดีในสิ่งเหล่านั้น
"นี่คือปิ่นที่ยายทวดของเจ้าเก็บติดตัวไว้ตลอด เพราะเป็นของขวัญชิ้นแรกและชิ้นเดียวก่อนที่มารดาของท่านจะเสียไปตั้งแต่ท่านยังเล็กมาก..."
"นี่คือผ้าไหมผืนเเรกที่ข้าซื้อมาเมื่อล่องเรือไปค้าขายกับจีน..."
ความสุขหยิบยื่นมาตรงหน้า ทีละนิดๆจนเต็มหัวใจพองโตของหญิงสาว และบุคคลสุดท้ายคือบิดาที่เธอเคารพมากที่สุด
"ดาบนี้ คือสิ่งที่คนทั้งหลายกำลังเข่นฆ่ากันเพื่อช่วงชิง"
ความเงียบโผล่โพลงขึ้นฉับพลัน ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนตกอกตกใจ ฟักดาบสีขาวยาวเกือบสามศอกโดดเด่นอยู่บนมือใหญ่แข็งแรง หญิงสาวมองหน้าผู้เป็นบิดา
"เจ้าจะทำเช่นไร"
สายตาหนักแน่นเยี่ยงภูผาต้องการคำตอบตามนั้น ไม่ใช่การทดสอบใด ดวงตาของผู้เยาว์จ้องมองสิ่งสีขาวนั้นให้ถนัดตา ดาบซึ่งเด็กๆถูกห้ามไม่ให้เข้าใกล้ เพราะคมหนึ่งตีขึ้นเพื่อปกป้อง อีกคมดื่มกินเลือดและทำลายล้าง
"ข้าจะชักดาบนั้นฆ่าผู้ที่คิดช่วงชิงเพื่อทำลาย จะหันดาบด้านที่ปกป้องเข้าหาญาติพี่น้องและมิตรทุกคน"
"ดาบนี้หนัก เจ้าถือไหวหรือ" ดาบสีขาววางลงแผ่วเบาบนมือคู่บาง ขัดกับคำพูด...ดาบนั้นกลับมีน้ำหนักเบา
"ถึงไม่ไหวก็จะสะพายไว้ กอดไว้ คาบไว้ ลูกพร้อมทำทุกอย่างที่ดาบนี้จะไม่ตกไปอยู่ในมือคนเลว"
นับแต่นั้น ดาบสีขาวไม่เคยห่างจากกาย แม้เธอเองไม่กล้าพอจะชักมันออกมา ไม่ช้าไม่นาน การต่อสู้ฝ่ากำแพงหนาเข้ามา นักฆ่าจากทุกหนแห่งล้อมรอบจากทุกทิศ ดาบยาวชักออกจากฝักเป็นครั้งแรกด้วยมือของหญิงสาว พริบตา ศัตรูทั้งหมดก็สยบลง
ตามสิทธิอำนาจอันชอบธรรม เธอสมควรเป็นหนึ่งในผู้นำการปกครองทั้งหก แต่หญิงสาวไม่อาจมองข้ามผู้ที่เหมาะสมมากกว่าตน คนสนิท คนที่ไว้ใจ ผู้ใหญ่ แม้กระทั่งคู่รัก ทั้งหมดดูจะลงตัวแล้ว แต่ผู้นำทั้งหกไม่ยอมรับ จึงแต่งตั้งเธอขึ้นเป็นพิเศษ และภายในวันนั้น...
"โกหก..."
ร่างบางร่วงหล่นลงมาจากบัลลังก์ อาวุธบาดลึกตัดขั้วหัวใจ เธอสิ้นใจ...ในงานเลี้ยงของมิตรสหายที่เธอปกป้องไว้เอง


พิรุณโปรยปราย เมฆสีม่วงเทาบดบังดวงดาวไว้สิ้น หญิงสาวลุกขึ้นปีนไปนั่งบนคานก่อนที่พื้นไม้ทั้งหมดจะแฉะและเจิ่งนอง เสียงเปราะของเสาที่ลั่นครางเอี๊ยดอ๊าดไม่ได้ขัดขวางการปีนของเธอแต่อย่างใด
ความฝันเช่นนี้เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน หากฝนไม่ปลุกเธอตื่นขึ้นมาก่อน เธอจะเห็นร่างบางนั้นในโลงไม้ ถูกแบกเข้าไปในถ้ำลึก ท่ามกลางเสียงหัวเราะในความมืดเยียบเย็น เสียงกรีดร้อง...ดังออกมาจากร่างที่หัวใจไม่เต้น
 
 
ความทรงจำอันไร้กรรมสิทธิ์คุ้มคลั่งอยู่ในหัว ความรู้สึกต่างๆกระพือโหม ท่อนแขนที่ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากโอบกอดตัวเอง สึงิริ จิทาเอะ...คือใครกัน?

edit @ 18 Nov 2011 18:29:35 by Astar Nicovna Le Re'em

...ไม่ได้พบกันนานนะ
...อืม
...ตลกน่า ก็เห็นกันอยู่ทุกวัน
...งั้นเหรอ อืม
...นี่ นายยังอยู่ตรงนี้รึเปล่า
...อืม

...ไอติมหน่อยมั้ย?
...(ส่ายหัว)
...แปลกเนอะ ทั้งที่เห็นอยู่ทุกวัน แต่กลับจับต้องไม่ได้
...ใครบอกล่ะ ก็อยู่ด้วยตลอดเวลา
...แต่ยังใกล้ไม่พอ ยังมีเวลาที่เราโดดเดี่ยว ว่างเปล่า เยียบเย็น
...โลกโหดร้าย ความจริงโหดร้ายยิ่งกว่า ท้ายสุดก็เหลือเพียงตัวเอง
...นายไม่ได้อยู่ที่นี่จริงๆ
...ถ้าเธอต้องการ ก็จะเป็นไปตามนั้น(ลุกยืน)
...(ดึงแขนเสื้อ)
...(นั่งลงตามเดิม)

...ความเข้มแข็งของตัวเธอเองจะนำพาไป ไม่ใช่เสาะแสวงจากใคร แต่ความมั่นคงที่แท้มาจากจิตใจ
...พูดอะไรเหมือนคนแก่
...งั้นเหรอ
...แต่เราก็ชอบนะ

...ทำไมนาฬิกาต้องเดินไปข้างหน้าล่ะ
...เพราะเวลาไม่ย้อนกลับ
...ไม่มีทางเลยเหรอ
...นอกจากเธอจะไปอยู่โลกอื่นที่ย้อนเวลาได้
...บ้าน่า ไม่มีจริงหรอก
...ตามนั้น

...น่าเบื่อจัง
...หาอะไรทำสิ
...นั่นยิ่งเบื่อ ขี้เกียจ
...น่าเกลียดจัง
...เจ็บอ่ะ
...ดี
...ใจร้าย

...บ่ายแล้ว ไปเล่นน้ำมั้ย
...ขอนั่งดูแล้วกัน
...ตาบ้า
...(ยิ้ม)

...กล้วยกับแอ๊ปเปิ้ล ชอบอะไรมากกว่ากัน
...(เงียบ)
...สีฟ้าหรือสีส้ม
...(เงียบ)
...ทะเลหรือภูเขาดี
...(เงียบ)
...คลาสสิคหรือลิริคอล
...(เงียบ)
...เพลงช้าหรือเพลงเร็ว
...(เงียบ)
...ชอบดอกเล็กๆเป็นช่อหรือดอกใหญ่เดี่ยวๆ
...(เงียบ)
...นี่ ตอบอะไรบ้างสิ
...(จับนั่งลงกับที่)
...โอเค

...องค์ประกอบเรื่องไม่ดีเลย จำกัดความคิดคนอ่าน แนวเดิมๆ เปิดมาก็ไม่อยากอ่านแล้ว ทำไมต้องเขียนแบบนี้ก็ไม่รู้ ตามใจตลาดจริงนะ
...บ่นอีกแล้ว เขียนเองสิ
...ไว้ก่อน
...แน่ะ นิสัยไม่ดี
...(ไม่รู้ไม่ชี้)
...(ยิ้ม)
...(แอบเขียนเรื่องดู)แย่อ่ะ

...Why there's only replica in sight?
...Why don't you look at the moon from different place?
...Why there's only rotting and losing?
...Why do you seek for cries than laugh?
...Why there's only lies in this world?
...Why don't you see my heart?
...I don't know
...See? You yourself are liar
...Demon
...Definitely(smile)
...(smile)

...ช่วงเวลาอับจน

posted on 25 Oct 2011 12:51 by aestar
ข้าพเจ้าเคยเห็นด้วยกับมหาบุรุษออเนอเร่ บัลซัคว่า'ท่ามกลางวิกฤตคือเปลวเพลิงซึ่งจุดประกายงานเขียนให้เรืองรอง' แต่เวลานี้ สิ่งที่ข้าฯเผชิญคือคำว่า'อับจนติดกำแพง' น่าเศร้าแต่จริง...ข้าพเจ้านึกเขียนอะไรไม่ออกเลย
 
แม้ว่าปิดเทอมจะเลื่อนยาวออกไป ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ข่าวน้ำท่วมกระชับใกล้ตัว(แต่ไม่คิดหนีหรอกนะ) สิ่งประทังชีพลดน้อยเหือดหาย กรุ่นกลิ่นอายกระตุ้นเตือน(แต่อยู่อย่างนี้ก็ตื่นเต้นเร้าใจดี ชะเง้อคลองหน้าบ้านแห้ง สบายใจ) เสียงโทรศัพท์แข่งขับทำนอง เพื่อนพ้องญาติมิตรตระหนกตกใจ...(เขาแค่บอกหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ยังไม่ท่วมตอนนี้) ฟังดูดื้อด้านใช่ไหม ความจริงคือที่หลบภัยอีกที่ น้ำไมท่วมแต่ทางไปน่ะไม่มี!!! 
 

เหตุผลกลประการทั้งปวง เพราะมนุษย์ไม่ยินยอม ต่อต้าน ฝืนต่อรองธรรมชาติ ไม่เสียเกียรติหรอกหนา หากเจ้าจะศิโรราบแก่อำนาจที่มิอาจปฏิเสธ เพราะอย่างไรเจ้าก็หาใช่นายแห่งโลกแต่ไหนมา หากปล่อยผ่านไปแต่แรก ไม่กลั้นสะกัดไว้ ให้วิบัติภัยยืดเยื้อยาวนานออกไปไร้เหตุผล คงไม่ต้องทนเหนื่อยหน่ายชวนเสียสติถึงเพียงนี้ ไม่ใช่เราวิพากษ์มิรู้ร้อน แต่ช่วยก้มหัวที่เย่อหยิ่งของเจ้าลงบ้างได้ไหม ความทรมานและบทลงทัณฑ์จะได้ผ่านไปไวขึ้น ใช่ว่าฟ้าจะปกป้องคนดีได้ทั้งหมด เสียงสภายืนจะปล่อยทิ้งเจ้า ผู้ที่เห็นใจเจ้าเหลือน้อยกว่าหยิบมือ แม้สิ่งที่เกิดจะเป็นผลแห่งการเร่งเร้า เสียงร่ำร้องของผู้วายชนม์คร่ำครวญ แต่หลายผู้หลายนามเริ่มคล้อยตามแล้ว เสียงวิงวอนของเจ้าแผ่วกว่าสายลม ยากนัก...ที่จะหยุดแรงพิโรธครานี้
 
 
ไม่ว่ายังไง...ก็เขียนไม่ออก แม้แรงบีบคั้นกายใจจะมากเพียงใด เราก็อับจนคำพูด
ความหวังที่เคยมองหาจากแสงดาว เวลานี้เมฆบดบัง ท้องฟ้าระบายภาพลวงและเสียงหัวเราะแหงความปราชัย
บางครั้งเราคิดที่จะจมหายไปจากพื้นผิวน้ำแข็งของโลก กลืนหายไปในความมืดล้ำลึก
ใจเรายอมแพ้ นับหมื่น นับแสนครั้ง...แต่ริมฝีปากเรายังคงมอบความหวังและกำลังแก่ผู้คน
หากในเวลานี้ เราไร้คำพูดใดใด สำหรับใครหรือกระทั่งตัวเราเอง
...ราตรีก่ำแดง พื้นพิภพกลืนกิน ความว่างเปล่าหายสูญ
...การดำรงอยู่ รอคอยเวลา?
 

edit @ 25 Oct 2011 14:06:46 by Astar Nicovna Le Re'em

untitled

posted on 20 Oct 2011 22:46 by aestar
นี่...
ถ้าสายลมที่เคยพัดผ่านหยุดลง
ถ้าดอกหญ้าที่เคยลู่ล้อลมปลิวกระจายหายไป
ถ้าก้อนดินที่เคยอบอุ่นอยู่ในกอบมือร่วงกราว ฟุ้งกระจาย
เจ้าจะคิดถึงสิ่งเหล่านั้นไหม
 
นี่...
สิ่งที่เล็กที่สุดที่เจ้าเคยคิดถึงคืออะไร
สิ่งที่ใหญ่เกินตัวแต่เจ้าก็โอบกอดมันไว้เต็มรัก
สิ่งต่างๆที่ผ่านมากับสายลม ชุ่มชื่นดังสายน้ำ
สิ่งไหนบ้างที่เจ้านึกถึง
 
นี่...
ถ้าพรุ่งนี้ของเจ้าเปียกฝน แดดจ้า หรือมีพายุ
ถ้าพรุ่งนี้ของเจ้าไม่แน่นอนและไม่แน่ใจ
ถ้าพรุ่งนี้ของเจ้า...ไม่มีเรา
บางที เราเองก็นึกไม่ออก
 
นี่...
คำว่านิรันดร์ไม่เคยยาวนานเลย
คำว่าโดดเดี่ยวก็ไม่เคยเย็นเยียบ
คำว่าโหยหา...ก็ไม่เคยจากลา
ยังร้อนรนอยู่ข้างใน ไม่เคยอดทน
 
นี่...
ถ้าดวงดาวบนฟ้าร่วงหล่นลงมา
ถ้าหุบเขาร่ำไห้ ธารน้ำสะอึกสะอื้น
ถ้าหินผาเงียบงัน เกลียวคลื่นกลืนหาย
มือของเจ้าจะยังคงจับมือของเราไว้หรือไม่
 
นี่...
เราไม่รู้หรอกว่าความตายเป็นยังไง
เราไม่รู้ว่าเวลาสุดท้ายจะเป็นยังไง
เราไม่รู้และไม่ได้อยากรู้อะไรนัก
แต่ว่า...เจ้าจะอยู่ที่นั่นใช่มั้ย
 
นี่...
อย่าไปไหนนะ
 

edit @ 20 Oct 2011 23:11:39 by Astar Nicovna Le Re'em