Tsugiri

posted on 17 Nov 2011 23:42 by aestar
ฉันชื่อสึงิริ...จิทาเอะ สึงิริ เกิดวันที่สิบเจ็ด เดือนหก ปี1975 ตายวันที่หก เดือนสี่ ปี1996
ที่เธอพูดอยู่ด้วยเวลานี้ไม่ใช่วิญญาณหรอกนะ แค่เป็นคนที่ควรจะตายไปแล้วเท่านั้น...

แสงทองอวลฝุ่นประคองกายอ้วนแผละของมันกองลงบนพื้นไม้ผุเป็นโพรง ทะลุลงไปลึกแต่ไม่ถึงก้น ประตูเก่าเส็งเคร็งทำหน้าที่ของมันเท่าที่สภาพล้มมิล้มแหล่จะเอื้ออำนวย แต่สายลมกระพือโหมมักทำลายความตั้งใจนั้นจนล้มทลายทุกเวลาที่เป็นได้ กลิ่นอับแนบชิดเป็นญาติสนิทมิตรสหาย ค้างคาวขยับปีกกระทบความเงียบยามเที่ยงคืน ความสันโดษเป็นเอกสิทธิ์แห่งสถาน ผู้รุกรานจะถูกเอาคืน
...ได้ยินเสียงนก ได้ยินเสียงไม้ แต่ขยับไม่ได้ เพราะกายนี้ผุพัง ปากแผดคอกู่ เพรียกร้องวันคืน ความผิดพลิกฟื้น คืนการลงทัณฑ์...

"เฮ้ย ได้อะไรมาบ้างวะ เอามานี่!"เสียงกระด้างกระชากพร้อมกับมือที่ฉวยถุงกระสอบสีน้ำตาลมากอดกับตัว ดวงตาวาวโรจน์ทะลุหนวดรกและเงาหมวก และมิพักเสียงเล็กเสียงน้อยของสมุน มันควานมือลงไปในถุงและโกยเหรียญเงินเหรียญทองขึ้นมาสูดดม กลิ่นสนิมหอมหวานล่อลวงพวกมันให้หลงระเริง จนไม่ทันรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในเงามืด
"จะดีเหรอ...ที่ใช้ที่นี่เป็นที่ซ่อนน่ะ"เสียงกระซิบแผ่วไม่สู้มั่นใจ แต่ใบหน้าเผือดสีแจงเหตุกลประการได้ถ้วนดี
"ข้าได้ยินมาว่าที่นี่มีอาถรรพ์..."
"หนวกหูน่า!!ไอ้พวกขี้ขลา...."เสียงหยาบตะคอกกลับ แต่ไม่ทันสิ้นเสียง
ปังงงงงงงง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ประตูหน้าต่างทั้งหมดกระแทกอัดความมืดและความเงียบ กักขังห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆไว้ในอากาศสีดำ
"เฮ้ย!!อะไรวะ"มือใหญ่โถมทั้งดึงทึ้งทุบบานไม้เก่า แต่หน้าต่างและบานประตูยังคงยืนกราน นิ่งเงียบดังสาวพรหมจรรย์เหล็ก
"ละ..ละละ ลูกพี่"
"หุบปาก!!!ไอ้สวะไร้ประโยชน์"
แกร๊ก... อาวุธสีนิลกระชับแน่นในมือ ตาขวางกวาดมองรอบๆอย่างระแวดระวัง เหงื่อเม็ดเป้งเกาะพราวบนใบหน้าดุดัน
"แน่จริงยื่นหัวออกมาสิ ผีที่ไหนข้าจะยิงให้กระจุย!!!!"
ฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิ...
เสียงหัวเราะแหลมดังจากเหนือหัว
ปังปังปังปังปังปังปัง
ลูกกระสุนพุ่งตามที่มานั้น แต่กลับเจาะได้เพียงเพดานไม้เก่ากลวง
กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก...
ปลอกกระสุนเคาะฝุ่นหนาบนพื้น กระจายเสียงเสนาะดังเครื่องเคาะเล็กจิ๋ว
"มนุษย์โง่..." เสียงกระซิบแนบริมหู แสยะยิ้มแห่งชัยชนะ
"ตายซะ!!!!!!!!!!!!!!!!"


"เจ้าพวกโง่ ของพวกนี้จะทำให้ท้องอิ่มได้ยังไงกัน"ผมยาวปรกเท้าเปื้อนฝุ่นขาว มือผอมโปนกระดูกยกสิ่งมีประกายขึ้นส่องล้อแสง เธอลงความเห็นว่าเป็นสิ่งมีค่าแต่ไร้ค่าโดยเนื้อแท้ ว่าแล้วก็โกยสิ่งไร้ค่าทิ้งนอกหน้าต่างทันที
แสงแยงตาบีบดวงตาสีเทาให้หรี่แคบ หน้าต่างถูกกระชากปิดเสียงดังแทบหลุดจากกรอบ

...
ประตูปิดลงตรงหน้าข้าฯ
ดุจเดียวกับความตายที่นิ่งงันตรงหน้าข้าฯ
...


ฉันรู้จักชายคนหนึ่ง แน่นอนว่าเขาคงไม่รู้จักฉัน เขาหวาดกลัว...ความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น ก้ำกึ่งระหว่างความจริงและความฝัน แต่สำหรับฉัน...ช่วงเวลานั้นกลับเป็นสิ่งล้ำค่า เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกถึงการมีชีวิต การดำรงอยู่ และความเป็นไปได้ทั้งหมด ความเกินจริงอันเปี่ยมสุข ล้วนครอบครองได้ในมือเรา
แล้วเขาก็ตาย...ด้วยความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่นที่เขาหวาดกลัวนัก ฉันซึ่งรับรู้เรื่องนี้ด้วยความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งเหมือนฝัน มีความรู้สึกที่ท้นขึ้นมาเหลือเกินว่า ฉันเองหลับตาอยู่ข้างหนึ่ง ในขณะที่เขาลืมตาทั้งสองกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้เพื่อจ้องมองโลกใบนี้? ความทรมานที่เร้นอยู่เบื้องหลังเปลือกตา...ดังคำสาปมรณะคุกคามตลอดชีวิตของเขา
สิ่งที่เราลืมเลือนไป สิ่งที่เราสูญเสียไปหลายต่อหลายครั้ง ...สิ่งที่เราค้นพบก่อนที่ความจริงจะปรากฏอยู่ตรงหน้า บางที อาจโหดร้ายและรวดร้าวกว่าบาดแผลที่ความเป็นจริงสร้างแก่เราก็เป็นได้

Those who reside awaken...
für dein Tod ist keine Verschwendung...
Arose from chains and misery...
die Offenbarung...
(Hold Breath)

พื้นไม้ผุพัง จ้องให้ทะลุยังไงก็ยังคงฝุ่นเกาะเกรอะกรังอยู่อย่างนั้น ความเงียบกรีดกรายบาดหูชวนรำคาญ ฝุ่นละอองยังคงเต้นระริกในแสงเล็กน้อยที่ลอดร่องหน้าต่างและบานประตู หมุนและเริงระบำ
ท้ายที่สุด หญิงสาวก็นั่งจ่อมจมอยู่กับกองฝุ่นตลอดวัน กว่าจะรู้ตัวแสงตะวันก็จางแทบไม่เหลือแล้ว พวกโจรไม่มีอาหารอะไรติดตัวมาก คงเป็นคนในหมู่บ้านด้วยกันเอง ไม่ใช่กองโจรที่ออกปล้นชิงเมืองนั้นเมืองนี้ สร้างความเดือดร้อนทั่วทุกหัวระแหงดังคำบอกเล่า แต่ถึงเป็นพวกนั้น เธอก็คงไม่รู้อยู่ดี
 "ช่างหัวมันสิ"
เธอพูดอย่างหัวเสีย สะบัดตัวลงนอนบนกองนุ่นซึ่งเคยเป็นเบาะและฟูกนอน เพดานไร้หลังคาบอกว่าคืนนี้ท้องฟ้ามีดาวระยับ ร่างสกปรกพลิกตัวหนีจากภาพนั้น เพราะมันชวนให้ระลึกถึง...

Eins Zwei Drei ...den Zauberstab schwingen
Vier Fünf Sechs...sich etwas wünschen 
Sieben Acht Neun Zehn...

'I wish I wouldn't have died there...'

...หยาดน้ำหนึ่งหยดรินลงมาจากหางตา
ดูดกลืนแสงดาราให้หม่นมัว


งานวันเกิดเล็กๆจัดขึ้นในบ้านหลังใหญ่ หลายครอบครัวที่อาศัยอยู่ในรั้วหนักแน่นมั่นคงนี้ต่างร่วมยินดี แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองทางสายเลือดแต่เคารพรักกันเหมือนญาติพี่น้อง ภายนอกกำแพงหินกางกั้น เพลิงสงครามระอุกรุ่น ความทุกข์ร้อนที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ทุกขณะ บ่งชัดบนใบหน้าของผู้อาวุโส ความขัดแย้งอันเกิดจากความละโมบ มักใหญ่ใฝ่สูงของคน เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ต่างลำบากใจที่จะเล่า เพราะปากเดียวกันนี้ก็เคยพร่ำสอนคุณธรรมและความถูกต้องให้แก่เด็กๆ สิ่งเดียวที่พอจะทำได้ คือสองมือปิดหูปิดตาเสีย
ความเงียบกางบริเวณอยู่เพียงเจือจาง ด้วยไม่ต้องการทำลายความสุขแห่งเยาว์วัยมากไปกว่านี้ งานเลี้ยงจัดขึ้นเรียบๆ ของขวัญไม่ใช่สิ่งที่ซื้อมาใหม่ แต่เป็นของสำคัญของผู้หลักผู้ใหญ่ที่สละให้เป็นเครื่องคุ้มภัยและหลักยึดป้องกันจิตใจ หญิงสาวยินดีในสิ่งเหล่านั้น
"นี่คือปิ่นที่ยายทวดของเจ้าเก็บติดตัวไว้ตลอด เพราะเป็นของขวัญชิ้นแรกและชิ้นเดียวก่อนที่มารดาของท่านจะเสียไปตั้งแต่ท่านยังเล็กมาก..."
"นี่คือผ้าไหมผืนเเรกที่ข้าซื้อมาเมื่อล่องเรือไปค้าขายกับจีน..."
ความสุขหยิบยื่นมาตรงหน้า ทีละนิดๆจนเต็มหัวใจพองโตของหญิงสาว และบุคคลสุดท้ายคือบิดาที่เธอเคารพมากที่สุด
"ดาบนี้ คือสิ่งที่คนทั้งหลายกำลังเข่นฆ่ากันเพื่อช่วงชิง"
ความเงียบโผล่โพลงขึ้นฉับพลัน ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนตกอกตกใจ ฟักดาบสีขาวยาวเกือบสามศอกโดดเด่นอยู่บนมือใหญ่แข็งแรง หญิงสาวมองหน้าผู้เป็นบิดา
"เจ้าจะทำเช่นไร"
สายตาหนักแน่นเยี่ยงภูผาต้องการคำตอบตามนั้น ไม่ใช่การทดสอบใด ดวงตาของผู้เยาว์จ้องมองสิ่งสีขาวนั้นให้ถนัดตา ดาบซึ่งเด็กๆถูกห้ามไม่ให้เข้าใกล้ เพราะคมหนึ่งตีขึ้นเพื่อปกป้อง อีกคมดื่มกินเลือดและทำลายล้าง
"ข้าจะชักดาบนั้นฆ่าผู้ที่คิดช่วงชิงเพื่อทำลาย จะหันดาบด้านที่ปกป้องเข้าหาญาติพี่น้องและมิตรทุกคน"
"ดาบนี้หนัก เจ้าถือไหวหรือ" ดาบสีขาววางลงแผ่วเบาบนมือคู่บาง ขัดกับคำพูด...ดาบนั้นกลับมีน้ำหนักเบา
"ถึงไม่ไหวก็จะสะพายไว้ กอดไว้ คาบไว้ ลูกพร้อมทำทุกอย่างที่ดาบนี้จะไม่ตกไปอยู่ในมือคนเลว"
นับแต่นั้น ดาบสีขาวไม่เคยห่างจากกาย แม้เธอเองไม่กล้าพอจะชักมันออกมา ไม่ช้าไม่นาน การต่อสู้ฝ่ากำแพงหนาเข้ามา นักฆ่าจากทุกหนแห่งล้อมรอบจากทุกทิศ ดาบยาวชักออกจากฝักเป็นครั้งแรกด้วยมือของหญิงสาว พริบตา ศัตรูทั้งหมดก็สยบลง
ตามสิทธิอำนาจอันชอบธรรม เธอสมควรเป็นหนึ่งในผู้นำการปกครองทั้งหก แต่หญิงสาวไม่อาจมองข้ามผู้ที่เหมาะสมมากกว่าตน คนสนิท คนที่ไว้ใจ ผู้ใหญ่ แม้กระทั่งคู่รัก ทั้งหมดดูจะลงตัวแล้ว แต่ผู้นำทั้งหกไม่ยอมรับ จึงแต่งตั้งเธอขึ้นเป็นพิเศษ และภายในวันนั้น...
"โกหก..."
ร่างบางร่วงหล่นลงมาจากบัลลังก์ อาวุธบาดลึกตัดขั้วหัวใจ เธอสิ้นใจ...ในงานเลี้ยงของมิตรสหายที่เธอปกป้องไว้เอง


พิรุณโปรยปราย เมฆสีม่วงเทาบดบังดวงดาวไว้สิ้น หญิงสาวลุกขึ้นปีนไปนั่งบนคานก่อนที่พื้นไม้ทั้งหมดจะแฉะและเจิ่งนอง เสียงเปราะของเสาที่ลั่นครางเอี๊ยดอ๊าดไม่ได้ขัดขวางการปีนของเธอแต่อย่างใด
ความฝันเช่นนี้เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน หากฝนไม่ปลุกเธอตื่นขึ้นมาก่อน เธอจะเห็นร่างบางนั้นในโลงไม้ ถูกแบกเข้าไปในถ้ำลึก ท่ามกลางเสียงหัวเราะในความมืดเยียบเย็น เสียงกรีดร้อง...ดังออกมาจากร่างที่หัวใจไม่เต้น
 
 
ความทรงจำอันไร้กรรมสิทธิ์คุ้มคลั่งอยู่ในหัว ความรู้สึกต่างๆกระพือโหม ท่อนแขนที่ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากโอบกอดตัวเอง สึงิริ จิทาเอะ...คือใครกัน?

edit @ 18 Nov 2011 18:29:35 by Astar Nicovna Le Re'em

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

จากเรื่องไหนนะ อ่านแล้วอยากอ่านมั่ง ต้องขอบใจแก พอจะมีแรงบันดาลใจขึ้นมาแระ 555+

#1 By Falend Kavila on 2011-11-18 09:54

เค้าเคยเล่าโครงเรื่องให้ฟังนิ- - ไม่ได้มาจาเรืองไหน แต่แค่ตะขิดตะขวงใจที่ธีมมันคล้ายโกสต์เกิร์ลไปหน่อย

#2 By Astar Nicovna Le Re'em on 2011-11-18 13:47