สายลมสีน้ำเงิน
posted on 17 Dec 2011 22:40 by aestarรถไฟขบวนยาวกลืนหายเข้าไปในอุโมงค์ กลีบดอกไม้สีชมพูบานสพรั่งเต็มต้น เตือนให้นึกถึงเส้นผมสีชมพูยาวสลวยและใบหน้า...รอยยิ้มที่อ่อนโยนนั้น
"ท่านต้องกลับมาอีกนะ ข้าจะเตรียมผ้าห่มผืนหนาๆนุ่มๆไว้ให้ท่าน"เสียงเล็กๆเจื้อยแจ้วบอก เด็กหญิงเกาะชายเสื้อเขาไว้แน่น ในขณะที่หญิงสาวคนหนึ่งยืนส่งอยู่ห่างๆ ไม่อาจเอ่ยถ้อยคำเพราะเกรงจะสะกดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้อีกต่อไป แต่เพียงสายตาที่สบต้องกันก็สามารถบอกเล่าทุกสิ่งในใจ
"ลาก่อน"ชายหนุ่มยิ้มร่าเริง กระชับสัมภาระเล็กน้อยของตัวเองไว้บนบ่า ก้าวขึ้นไปบนรถไฟ...และไม่หันหลังกลับมาอีก
ในโลกแปลกประหลาด เราพบกัน
บนโลกแปลกประหลาด เราสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของกัน
ในโลกแปลกประหลาด เราผูกพันกัน
ในโลกที่ต่างออกไป เราโอบกอดตัวเองแนบแน่น
บนโลกที่ต่างออกไป เราหลับตาให้กับท้องฟ้า สายลม คลื่นสาดซัด
ในโลกที่ต่างออกไป เราเข้าใกล้หัวใจตัวเองมากขึ้น
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างบานเล็ก ห้องแคบเท่ารูหนูอันเป็นนิวาสสถานเก็บงำความมอซอซึมเซาไว้ สำหรับเช้าที่เปล่งประกายระยับเช่นนี้ คือเวลาแห่งการผจญภัย
ชายหนุ่มเหยียดกายขึ้นจากที่นอนแข็งเล็กเหมือนกล่องไม้ขีด ล้างหน้าล้างตา จัดผมให้ได้ทรง...อะไรซักอย่าง เขาเป็นคนที่หน้าตาธรรมดามาก ผมสีน้ำตาลตาสีน้ำตาลแบบที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่สิ่งที่สร้างเสน่ห์ให้กับเขา คือรอยยิ้มร่าเริงซื่อตรงและบริสุทธิ์ใจ แสดงออกถึงความเป็นคนมองโลกในแง่ดี
เขาคว้าแอปเปิ้ลหนึ่งผลจากกระจาดเล็กๆและเปิดประตูออกไปด้านนอก แสงอาทิตย์แยงตา สำหรับชาวเมืองแล้ว นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี
"พ่อหนุ่ม สดชื่นแต่เช้าเชียวนะ"หญิงชรายิ้มกว้าง ละมือจากผลไม้กองพะเนินที่ต้องจัดลงตะกร้า
"ฮะ... วันนี้เป็นวันที่ดี"
"แน่นอนที่สุด"
หมู่นกพิราบขาวสะบัดปีกบินออกจากหอระฆังคล้ายการตอบรับ ชายหนุ่มโค้งอำลาพร้อมยกผลแอปเปิ้ลในมือขึ้นมากัด เพราะบ้านของเขาอยู่เกือบใจกลางเมือง เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงตลาด ย่านการค้า และปราสาท การทักทายกับทุกคนที่พบเห็นเป็นธรรมเนียมที่อบอุ่น ในเมืองเล็กๆที่ทุกคนรู้จักกันอย่างทั่วถึง การทะเลาะเบาะแว้งยุติภายในชั่วข้ามคืน แม้เป็นคนต่างเมืองที่เพิ่งก้าวเข้ามาครั้งแรกก็ตกหลุมรักอย่างง่ายดาย
คนในย่านการค้าคึกคักเป็นพิเศษ สินค้ามากมายหลากหลายบรรทุกมาจากแดนไกล ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเฉลิมฉลองเทศกาลครั้งใหญ่
"เซเรียว" เสียงหนึ่งเรียก ชายหนุ่มหันซ้ายหันขวาจนมีเสียงตุบเบาๆข้างหลัง
"ดูนี่สิ แม่ข้าให้ข้ามา"เด็กหญิงกระโดดลงมาจากกิ่งไม้สูงพลางชูกำไลข้อมือคู่ใหม่ให้ดู
"สวยดี แต่ออกมาซนตั้งแต่เช้าอย่างนี้แม่เจ้าไม่ว่าเหรอ"
"อื้อ ท่านแม่ไม่ว่าหรอก ข้ารับปากจะรีบกลับไปกินข้าวด้วย"เด็กหญิงสั่นหัวจนกระพรวนสายเส็กๆที่ผูกผมสั่นกรุ๊งกริ๊ง ดวงตาสีม่วงวาววับด้วยความตื่นเต้นที่เก็บไว้ไม่อยู่
"คืนนี้ เราจะได้เห็นเจ้าหญิงกันใช่มั้ย เจ้าหญิงที่สวยมากๆ มาจากพระจันทร์"
"ใช่แล้ว แต่ถ้าเจ้าไม่ยอมอยู่นิ่งและซนมากๆล่ะก็ เจ้าหญิงจะไม่ปรากฏตัวให้เจ้าเห็นอีกเลย"ชายหนุ่มก้มลงมาขยี้ผมสั้นสีอัลมอนด์ของเธอเบาๆ
"ข้าสัญญาว่าข้าจะทำตัวดี"
"ดีมาก"
เด็กหญิงที่ร่าเริงวิ่งจากไป เพื่อตามรถของคนทำขนมหวาน ดอกไม้หลากสีเริ่มประดับประดาลานโดยรอบปราสาท กลีบดอกไม้แผ่วบางโปรยผ่านสายลมพัด แต่หนึ่งในนั้นกลับสะดุดตา...ดอกไม้ห้ากลีบแย้มบาน และทิศทางที่พัดมานั้น
"เครื่องประดับข้า"หญิงสาวร้อง ชายหนุ่มก้มลงเก็บดอกไม้ประดับมณีสีขาว และเดินเข้าไปหา สอดประดับบนเรือนผมสีชมพูอ่อน ผิวขาวละเอียดอย่างคนชั้นสูง ดวงตาสีน้ำตาลทองสั่นไหวเล็กน้อย แต่ไม่ได้หลบสายตา
"ขอบ...คุณ"หญิงสาวก้มหน้าเล็กน้อย เช่นเดียวกับชายหนุ่ม
"ข้าชื่อ..."สองเสียงประสานขึ้นพร้อมกัน
"อูริล"
"เซเรียว"
รอยยิ้มต่างประทับอยู่บนใบหน้า คนทั้งสองแยกจากกันด้วยดอกไม้ที่เบ่งบาน
ดวงอาทิตย์ลอยสูง แสงจัดจ้าสาดส่องทั่วทุกที่ซึ่งประดับประดาด้วยสารพัดสิ่ง ลูกปัด ริบบิ้น กระดาษ กระจก ดอกไม้ แพรพรรณ ฝูงชนเริ่มแน่นขนัด การประลองแข่งขันใกล้เริ่มแล้ว
ชายหนุ่มทุกคนในเมืองมีสิทธิ์เข้าร่วมประลอง ผู้ชนะสามารถเลือกขอสิ่งที่ปรารถนาได้หนึ่งสิ่ง รวมทั้งสามารถขอพบเจ้าหญิงจากปราสาทพระจันทร์ได้อีกด้วย
ผู้ร่วมประลองส่วนใหญ่มีร่างสูงใหญ่ แต่ก็มีไม่น้อยที่เป็นเด็กหนุ่มวัยคะนอง ผู้ชนะส่วนใหญ่มักขอทรัพย์สินเงินทอง หรือคนหนุ่มช่างฝันจะขอให้ได้จุมพิตบนมือของเจ้าหญิง
กติกามีเพียงทำให้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นยอมมอบเทียนไขของตนให้ แต่วิธีการนั้นไม่ง่ายเพราะต่างคนต่างต้องชิงและรักษาเทียนของตนไปพร้อมๆกัน ไม่ได้แบ่งเป็นคู่หรือกลุ่มในการประชัน จึงต้องอาศัยทักษะอยู่พอตัว ตลอดจนสถานที่แข่งขันที่เป็นลานโล่ง ไม่สามารถเล่นตุกติกได้แน่นอน
เสียงกลองดังขึ้น เหล่าขุนพลและแม่ทัพต่างเดินออกมานั่งประจำตำแหน่งผู้ตัดสิน และที่นั่นเขาได้เห็นร่างบางที่ไม่คิดว่าจะได้พบ โดยเฉพาะท่ามกลางเหล่าทหารยศสูง ดอกไม้สีขาวสะท้อนแสงแดดจ้า
"ผู้เข้าประชันทุกคนเตรียมพร้อม...เริ่มได้!!"
บรรยากาศเปลี่ยนไปราวลมพัด จากคนธรรมดาๆที่ดูเป็นมิตรและไม่มีพิษภัย จิตมุมานะปลุกความกล้าและวิญญาณนักล่าให้ลุกโหม ชายหนุ่มสอดเทียนไว้ในเสื้อและเริ่มวิ่ง เด็กหนุ่มหลายคนล้มลงกองกับพื้น ในชั่วเวลาไม่นาน จำนวนผู้ประชันลดลงอย่างเห็นได้ชัด...
ก้มลงหลบหมัดและชนให้ล้มเป็นวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุด แต่เขาจะทำก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายตัวใหญ่และแข็งแรงพอจะเลี่ยงอาการบาดเจ็บได้เท่านั้น แต่เขาไม่ใช่คนที่ได้เปรียบในการต่อสู้มือเปล่า แรงไม่มาก เคลื่อนไหวแค่พอคล่องตัว แต่สายตาดี ส่วนใหญ่จึงเป็นผู้หลบหลีกและอาศัยช่องว่างมากกว่าจู่โจมหรือตั้งรับอย่างเดียว
แต่เขาสัมผัสถึงสายลมเปลือยเปล่า...มีบางอย่างแปลกประหลาด ดูเหมือนผู้แข่งขันหลายคนเริ่มสังเกตเห็นแล้วเช่นกัน ผู้แข่งขันหายไปจากเดิมราวหนึ่งในสาม กลิ่นประหลาดฟุ้งจางๆทำให้ศีรษะเริ่มปวดมึน กรรมการก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบ้างแล้ว แต่ไม่มีสิ่งใดผิดสังเกต ผู้คนส่งเสียงเชียร์คึกคัก ผู้เข้าชิงยังคงตั้งหน้าตั้งตาชิงเทียนไข แม้การต่อสู้จะค่อยดำเนินไปอย่างฝืดเคือง
ตึก...ตึก...ตึก ตึก
ชายหนุ่มสะดุดหูกับเสียงและแรงสั่นสะเทือน เขาลองโหนขึ้นไปบนกิ่งต้นไม้ ขุนพลคนหนึ่งลุกขึ้นชี้มาที่เขาและให้สัญญาณห้ามเพราะกลัวจะฝ่าฝืนกติกา การลอบกัดหรือเล่นสกปรกใดๆนอกเหนือจากการสู้อย่างองอาจผ่าเผยเป็นสิ่งห้าม แต่สิ่งนั้นกำลังดำเนินอยู่ ณ เวลานี้ แต่ไม่มีใครจับได้ หรือแม้แต่รู้ว่าสิ่งใดกำลังดำเนินอยู่
เขาพยายามวิ่งและหลบหลีก เลี่ยงทั้งการตั้งรับและต่อสู้โดยไม่จำเป็น ตรงข้าม กลับลับประสาทให้แหลมคมและจ้องมอง ตัวการจะต้องอยู่ในกลุ่มผู้เข้าชิงหรือคนรอบสนามแน่ ผู้แข่งขันเหลืออยู่ราวยี่สิบคน ขณะที่ฝูงชนรอบข้างแน่นหนาเกินจะคณา ค่อยๆตัดความเป็นไปได้ทีละคน ถึงแม้เขาจะไม่ได้มีมนุษย์สัมพันธ์ดีเยี่ยม แต่การเป็นนักสังเกตการณ์ที่ดีทำให้เขารู้จักผู้คนมากกว่าการพูดคุย
ตึก..ตึก... เสียงนี้อีกแล้ว ชายหนุ่มลองหยุดยืน ย่ำเท้าอยู่กับที่ พอจะเข้าใจแล้ว เขากวาดสายตาไปรอบสนามด้วยความมั่นใจยิ่งขึ้น...คนนั้นที่กำลังยิ้มมุมปาก เพราะใช้วิธีนี้สินะ ถึงไม่มีใครตะขิดตะขวงใจเลย
เทียนสิบสองเล่มอยู่ในมือของเขา สามสิบกว่าเล่มในมือคนผู้นั้น อีกราวยี่สิบเล่มกระจายอยู่กับผู้เข้าชิงอีกสามคน ชัยชนะเป็นเอกฉันท์นอกจาก...
ตึงงงง ร่างสูงใหญ่ถูกทุ่มลงกับพื้น สี่สิบเล่มอยู่ในมือของผู้นั้นแล้ว ในขณะที่อีกสองคนมุ่งมาทางเขาพร้อมๆกัน ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาเริ่มช้าลง เขาจึงพลิกกลับเป็นผู้โจมตีแทน มือแข็งแรงรวบและบิดแขนคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว ยึดเป็นเกราะกำบังและหยิบเทียนออกมา ดังคาด สองคนนี้เป็นพวกเดียวกันจึงไม่ลงมือทำร้าย เขาอาศัยโอกาสลังเลนั้นผลักตัวประกันออกไปและเตะให้ล้มไปพร้อมกันทั้งสองคน เป็นลูกเตะที่สูงมากจนหลายคนอ้าปากค้าง เขารีบหันหลังกลับและเตรียมสวนหมัดที่พุ่งมาอย่างแรง แต่กลับชะงักและหลบทาง อาศัยโอกาสล็อคคอ ปลดเทียนทั้งหมดลงมา
ธงสีแดงสะบัดฉับลง เสียงหวูดยุติการแข่งขันและกำลังจะประกาศผู้ชนะ
"ช้าก่อน ชายผู้นี่เล่นตุกติกในการแข่งขัน"ชายหนุ่มร้องขึ้น ดับเสียงตื่นเต้นยินดีโดยรอบให้สงบลง
"เจ้าชนะแล้ว ยังต้องการอะไรอีก"เสียงตะกุกตะกักเอ่ยอย่างเคียดแค้นจากคอที่ถูกตรึงไว้
"ความยุติธรรมอย่างไรเล่า"ชายหนุ่มกระซิบ ขุนพลและคณะกรรมการค่อยๆขยับลงมาจากปะรำสู่พื้นสนาม
ความจริงเขาไม่ได้ต้องการชัยชนะ เขาเพียงผ่านมาและเห็นว่าน่าสนุกจึงเข้าร่วมเท่านั้น
"เจ้าว่าอะไรนะพ่อหนุ่ม"แม่ทัพองอาจผู้หนึ่งก้าวเข้ามาหา ร่างสูงใหญ่บึกบึนสูงกว่าเขาถึงช่วงศีรษะกว่าๆ
"คนผู้นี้วางยาพิษในสนามแข่ง"
"เขาปรักปรำข้า"
"ยาพิษอยู่ในดิน ข้าไม่รู้ว่าคืออะไรแต่คงมีฤทธิ์เหมือนยาสลบ เขาซัดคู่ต่อสู้ลงหมอบกับพื้นเพื่อที่จะให้สูดยาพิษและสลบไป การวิ่งหรือย่ำเท้าแรงๆบนดินก็ทำให้พิษฟุ้งขึ้นมาได้เช่นกัน"
"ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องพรรค์นี้มาก่อน ยาพิษเจือในดินงั้นรึ"
"เป็นไปไม่ได้หรอกนายท่าน...ยาพิษมากมายขนาดชโลมลานกว้างนี้ได้"ชายผู้นั้นเริ่มแก้ต่างให้ตัวเอง
"ช้าก่อน"
ร่างบางยอบตัวลงกับพื้น ใช้นิ้วแตะสัมผัสดินทรายและนำมาใกล้จมูก
"นี่คือ...เกสรดอกซีนัค พืชพื้นถิ่นบ้านข้า มีผลให้ระบบประสาทมึนชา น้อยคนนักที่รู้จักพิษของมัน"หญิงสาวสาวเท้าเข้ามาใกล้ๆ จ้องมองฝ่าผมที่ปรกใบหน้า
"และถ้าหากว่าข้าไม่บังเอิญ...คุ้นหน้าเจ้ามากๆ"
"อึ่ก"ผู้ถูกสงสัยพยายามถอยและดิ้นรนหนี
"เจ้าคือ..."
"มันคือบาเซ็มบับ ทหารรีบจับตัวมันไปเดี๋ยวนี้"ขุนพลหนุ่มผู้หนึ่งจดจำได้ ผู้กระทำผิดจึงถูกนำตัวไปทันที
ฝูงชนตกอยู่ในอาการตะลึงงัน ขุนพลมีอายุผู้หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
"...รางวัลสำหรับผู้ชนะคือความปรารถนาที่จะสมหวังหนึ่งประการ..."
"จงบอกสิ่งที่ปรารถนามาเถิด"
"ข้า..." เขาไม่ต้องการสิ่งใด แต่ถึงเลี่ยงปฏิเสธไปคงไม่มีใครยอมแน่
"ท่านได้กระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิด ข้าอยากรู้ว่าสิ่งใดที่ท่านจะเรียกร้องเป็นรางวัล...ข้าเชื่อว่าเจ้าหญิงทั้งหลายคงยินดีกระทั่งจะสนทนากับท่าน"
ดวงตาสีน้ำตาลสบต้องกับดวงตาสีน้ำตาล...มันเป็นสีน้ำตาลเมเปิล สวยมาก
"ข้าอยากแต่งงานกับท่าน"
"ห๊ะ"
"เฮฮฮฮฮฮฮ"
ทั้งเสียงร้องประหลาดใจของทหารและเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านเทปนรวมกันและกลบอึงสองหู เรียกสติที่เปิดเปิงไปให้กลับมา
"ข้า..."
"เราเพิ่งรู้จักกันแค่วันเดียว..."ใบหน้าของนางเรียบขรึม ดวงตาหลบต่ำ
"ถูกของท่าน ความจริงแล้ว..."ชายหนุ่มพยายามคิดการขออภัยที่เหมาะสม
"...แต่ข้ารู้สึกว่า ท่านเองก็ไม่เลว"ดวงตาสีน้ำตาลสบมองเขาอีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มใสบริสุทธิ์เหมือนครั้งแรกที่เจอ
ทั้งสองหัวเราะ ชาวบ้านหรือแม้แต่ขุนพลทหารที่คอยลุ้นอยู่ด้วยก็หัวเราะ แม้ปีนี้ประตูปราสาทพระจันทร์จะไม่ได้เปิดต้อนรับผู้กล้า แต่ความอบอุ่นและบรรยากาศเฉลิมฉลองยังอบอวลอยู่ แม้ว่างานแต่งงานจะไม่ได้จัดขึ้นทันที แต่ผู้คนก็ต่างรู้ว่าไม่ช้าไม่นานจะต้องมีขึ้นแน่ๆ สำหรับหนุ่มสาวแห่งโชคชะตาคู่นี้
สายลมพัดเวลาผ่านไป...
"ทำไมท่านต้องไป..."
"เป็นคำสัญญา ข้าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก"
"ท่านต้องกลับมา สัญญากับข้า "
"ข้าสัญญา"
ชายหนุ่มกอดร่างบางไว้แนบแน่น พยายามจดจำทุกความรู้สึก ทุกสัมผัส เขาลูบเส้นผมสีชมพูอย่างทนุถนอมและสัมผัสแก้มชื้นน้ำตาอย่างแผ่วเบา
"ข้าเป็นเพียงคนที่โชคดีมากเท่านั้น"
"ข้ารักท่าน"หญิงสาวซบหน้าลงกับเสื้อของเขา ร้องไห้และร้องไห้
รถไฟค่อยๆเคลื่อนไปตามราง ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองตาม แม้รื่นด้วยน้ำตา ดวงตาสีน้ำผึ้ง...หวานและขม
ขบวนรถไฟลอดผ่านอุโมงค์ กิ่งในสีเขียวอ่อนโบกต้อนรับ เด็กหนุ่มร่างเล็กแบกสัมภาระมาในกระเป๋าเป้ ดวงตาสีน้ำตาลสาดส่องมองทุกสิ่งอย่างสนใจใคร่รู้ แม้ว่าเขาจะจดจำได้ทั้งหมดก็ตาม
บ้านหลังเล็กใจกลางตลาด มีข้าวของแค่พอใช้ คับแคบแต่ไม่อึดอัดเกินไปนัก มีหญิงชราใจดีขายของอยู่หน้าประตูบ้านเป็นประจำ เขาจะต้องอุดหนุนแอปเปิ้ลของคุณยายคราวละหลายๆผลอยู่เป็นประจำ
เวลายามสายสำหรับเดินเล่น พักกินแอปเปิ้ลใต้ร่มไม้สักแห่ง บ่ายจึงไปทำงานกับช่างนาฬิกาและกลไกประดิษฐ์ที่ถนนตะวันออก หนึ่งสัปดาห์นับจากนี้จะมีเทศกาลพระจันทร์ มีการประลองแข่งขันและเขาจะชนะ...ต้องชนะให้ได้
เด็กหญิงคนหนึ่งจะมาทักทายเขา เป็นเด็กที่สดใสร่าเริงมาก
"สวัสดี ข้าชื่อเมอเรล"
"สวัสดีเมอเรล ข้าชื่อเซเรียว ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
"อื้ม"เธอยิ้มร่าพลางกระโดดโลดเต้นไปมา หางเปียสะบัดกระดุ๊กกระดิ๊กไม่อยู่นิ่ง
ทุกเช้าเขาต้องฝึกความแข็งแกร่ง เตรียมตัวสำหรับการประชัน ฝึกประสาทให้ตอบสนองฉับไว ฝึกวิ่งและการต่อสู้แบบพอป้องกันตัวเองและหลีกเลี่ยงอันตรายได้ เขาเสียเปรียบในการต่อสู้มือเปล่าเพราะตัวเล็กกว่าคนอื่น ในวันแสงจัดจ้า การประชันดำเนินไปตามกำหนด ...
"ระวัง!!!"เสียงร้องกระตุ้นเตือนให้หลบหมัดจากด้านขวาได้อย่างฉิวเฉียด เหงื่อผุดพรายทั้งใบหน้าและชุ่มแผ่นหลังครั้งแล้วครั้งเล่า จิตต่อสู้รุกรานเขาไม่หยุดหย่อนและกำลังจะต้อนให้จนมุม เด็กหนุ่มกำลังหมดแรงในไม่ช้าแม้จะมีผ้าปิดจมูกไว้ก็ตาม
ชายผู้มีผมสีดำยาวแทรกเข้ามาและดันหมัดพลิกดัดไปด้านหลังดังกร็อบ ในขณะที่เด็กหนุ่มได้แต่จ้องนิ่งด้วยความตกใจ
"พี่..."
"หนุ่มน้อย เจ้าไม่จำเป็นต้องพยายามทำตามใครหรอก เพียงแค่เป็นตัวเอง ต่อสู้ในหนทางของตัวเองก็พอ"ชายหนุ่มกล่าวแทรก และหันมามอง...
ดวงตาสีน้ำเงินวาวดังเกล็ดมังกร กระตุ้นความกล้าและความมั่นใจให้เด็กหนุ่ม เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ
บนปราสาทใสวาวดังมุก เคลื่อนคล้อยอยู่เหนือเวหา เทียนแท่งยาวจุดไว้รายระเบียง ขณะที่ตรงกลางนั้นมีหญิงสาวมากหน้าหลายตายืนอยู่ พูดคุยและหัวเราะอย่างสนุกสนาน ดวงตาของพวกนางเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น แก้มสุกปลั่งแห่งวัยเยาว์ยิ่งน่ามอง ชุดหลากสีทำให้เหล่านารีดูเหมือนทุ่งบุปผาขนาดย่อมๆ
"การประชันด้านล่างคงใกล้จบแล้ว...ปีนี้จะมีใครขึ้นมาหาพวกเรามั้ยนะ"เด็กสาวผมแดงคนหนึ่งกล่าว
"แน่นอนอยู่แล้ว โอกาสดีๆเช่นนี้คงไม่มีชายใดโง่ปฏิเสธ"หญิงผมทองที่ดูอาวุโสกว่าเอ่ยด้วยรอยยิ้มหลังพัดขนนก
"แต่ก็มีบางปีที่ผู้ชนะไม่เลือกที่จะมาที่นี่นะ..."หญิงสาวขี้อายก้มลงเงียบๆ ดวงตาในกรอบแว่นเคลือบแคลงความลังเล แต่ไม่มีใครใส่ใจฟังนัก
"ผู้กล้าจะนำเทียนไขมาจุดที่นี่ เมื่อทั่วทั้งลานแห่งนี้สว่างด้วยแสงเทียน เราจะร่ายระบำและสร้างห้วงเวลาแห่งมนตร์..."หญิงสาวดวงตาสีม่วงกล่าวด้วยความรู้สึกราวกับเต้นรำอยู่
ที่อีกฝั่งของประตูหิน บุรุษร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์ขัตติยะปรากฏขึ้นพร้อมกับสตรีอ่อนโยนงามจับตา มงกุฎเงินล้อมอำพันของนางสว่างวาว
"...การทดสอบและเลือกเจ้าหญิงจันทราของปี จะเริ่มขึ้นบัดนี้"องค์ราชันประกาศ
'ความฝันยังไม่สิ้นสุด นี่ไม่ใช่ปลายทางที่มุ่งหน้า
ตราบที่ยังไม่พบสิ่งที่แสวงหา
ยังคงดิ้นรน ไม่ยอมแพ้...'
เสียงของเด็กหนุ่มกระจ่างกังวานในลานประลอง
ผู้เข้าประชันหลายคนมุ่งโจมตีบุรุษปริศนาที่เข้ามาแทรกแซงการแข่งขัน หยุดชะงักเพราะแสงสีฟ้าที่เรื่อเรืองขึ้นจางๆ จากเงาใต้ต้นไม้ จากเด็กหนุ่มตาสีน้ำเงินที่ยืนอยู่ตรงนั้น
'ก้าวต่อไป...อีกนิด เพื่อจะเข้าใกล้รอยยิ้มนั้น...อีกนิด'
พรึ่บๆๆๆๆๆๆ เทียนไขล้มดับลงแทบจะพร้อมกันทั้งหมด เหล่าเจ้าหญิงตกใจและนิ่งเงียบ
"อะไรน่ะ"
"เสียง...เสียงเพลงดังมาจากข้างล่าง"
เหล่าเจ้าหญิงหลายคนเสียสมาธิจึงปล่อยให้ลูกแก้วร่วงหล่น
พิธีกรรมการคัดเลือกเจ้าหญิงที่แท้ คือการทำให้ลูกแก้วลอยขึ้นจากน้ำในโถแก้ว เจ้าหญิงที่อ่อนโยนและสัมผัสได้ลึกซึ้งปรุโปร่งจะได้รับเลือก แต่ธรรมดาแค่ยกลูกแก้วกลมหนักให้ทรงตัวบนผิวน้ำที่ไม่นิ่งก็ยากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการยกให้ลอยขึ้นในอากาศแม้องคุลีเดียวเลย
'พุ่งทะยานไปในท้องฟ้าคราม ในอ้อมกอดของสายลม
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ครั้งแล้วครั้งเล่า เราพบกันบนทางที่ต่างเดิน ไม่คิดถอยหลัง
พร้อมกับสิ่งที่เชื่อมั่น...'
ลูกแก้วส่องแสงสีฟ้า เจ้าหญิงสีฟ้าผู้เยาว์วัยค่อยประคองโถแก้ว ภายในคือลูกแก้วที่ลอยขึ้นอย่างไม่ยากเย็นนัก เจ้าหญิงผู้นี้มีเส้นผมสีน้ำตาลและดวงตาสีน้ำตาล มีความงามที่ใสกระจ่างดังคริสตัล มุกที่ประดับบนหน้าผากสะท้อนแสงสีฟ้าสลัว เงาน้ำส่องสะท้อนไปทั่ว
'ไม่มีสิ่งใดต้องกลัวในอนาคต ไม่มีสิ่งใดต้องเสียใจในอดีต
การยืนอยู่ตรงนี้พิสูจน์ว่าทุกสิ่งจะผ่านไปได้'
"ยอดเยี่ยม...แคโรรีน นำโหลน้ำที่ใหญ่กว่านี้มา"พระราชาชมเชยและสั่งทหารให้นำถ้วยแก้วขนาดใหญ่ออกมาให้จนเจ้าหญิงต้องโอบกอดไว้อย่างทุลักทุเล
'บนโลกที่เปลี่ยนไปทุกมุม การพบพานกันมอบความสุข
ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายจะกระจ่างขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
เมื่อรอยยิ้มอบอุ่นขึ้น'
แสงสีฟ้าขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ส่องวาบจัดกระจ่างทั่วลานประลองไปจนถึงลานปราสาทจันทรา
'พุ่งทะยานไปในท้องฟ้าคราม ในอ้อมกอดของสายลม
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ครั้งแล้วครั้งเล่า เราพบกันบนทางที่ต่างเดิน ไม่คิดถอยหลัง...'
หญิงสาวหลับตาและทุ่มเทจิตใจกำลังของตัวเองลงไปในลูกแก้วใหญ่เท่าสองกำปั้นประกบกัน สิ่งโปร่งใสนั้นผุดลอยขึ้นมา แต่เพราะภาชนะใหญ่และหนักเกินไป จึงไม่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆได้ดีนัก ไม่นานก็สิ้นสมดุล ลูกแก้วตกกระทบพื้นดังกึง
เหล่าชาวปราสาทจันทร์กลั้นลมหายใจ การตกลงพื้นของลูกแก้วคือการประกาศสิ้นสุดสิทธิ์แห่งการคัดเลือก หญิงสาวกายเย็นเฉียบแม้แต่เหงื่อที่ผุดพรายก็แทบเป็นน้ำแข็ง
"ช้าก่อนราชันย์!"เสียงหนึ่งร้องห้าม ร่างสูงโปร่งปรากฏขึ้นจากประกายแสงสีฟ้า"หากยกผลึกแก้วให้ลอยได้นั่นหมายถึงผ่านการทดสอบ ไม่ใช่ความผิดของนางที่ลูกแก้วตก แต่ภาชนะที่มีเพียงครึ่งใบ หาได้มีโคมประกอบย่อมง่ายที่การควบคุมจะถูกปัจจัยภายนอกรบกวน"
ชายปริศนาที่จู่ๆปรากฏตัวและรู้เหตุการณ์ราวกับยืนดูอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้เป็นราชาประหลาดใจและพิศวงเคลือบแคลง แต่ใช่ว่าจะไม่ฟังเสียเลย
"ที่เจ้าพูดมานั้นมีเหตุผล... แต่เจ้าเป็นใครจึงรู้กฏ แล้วยังขึ้นมายังปราสาทพระจันทร์โดยที่ข้าไม่อนุญาต" ราชันย์เอ่ยเสียงกระด้าง
"ข้าแต่ราชาฯ ข้ามาจากแดนไกล สาเหตุเดียวที่ข้ายืนอยู่ที่นี่คือเพื่อหยุดยั้งท่านจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด"ชายหนุ่มเอ่ยนอบน้อมแต่ไม่แสดงอาการหวาดกลัวหรือตกอยู่ใต้อำนาจใด
เบื้องหลังชายหนุ่ม แสงลึกลับยังคงเรื่อเรืองและปรากฏเด็กชายอีกคนเดินออกมา และทรุดกายลงกับพื้นเย็นเฉียบ ชายหญิงคู่หนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มธารกำนัล และถลามายังเด็กหนุ่ม
"องค์ราชันย์ อย่าได้โกรธเคืองเลย เด็กน้อยคนนี้คือผู้ชนะในการประลอง!!"
"ถูกแล้วฝ่าบาท ดูสิ เขามีเทียนอยู่ในมือ!!"
เด็กชายเงยหน้าขึ้นช้าๆ และเบิกตากว้างอีกครั้ง
"ท่านพ่..."เขาเอ่ยเพียงครึ่งคำ มือหนาก็รีบหยุดไว้ หญิงที่อยู่ข้างกายเขาก็เช่นกัน
"ผู้กล้าปีนี้ช่างอ่อนเยาว์และน่ารัก พวกข้าอยากปรุงอาหารพิเศษเลี้ยงเฉลองให้แก่เขา"หญิงผู้นั้นกล่าว พลางกุมมือเด็กชายไว้แน่น
"เรื่องนั้นก็ตามใจพวกเจ้า แต่ก่อนอื่น เราต้องถามผู้กล้าก่อนว่า...สิ่งใดที่เขาปรารถนาจะได้รับเป็นรางวัล"ราชายิ้มอย่างมีเมตตา ราวกับลืมเรื่องการตัดสินเจ้าหญิงจันทราไปสนิท
"ข้า..."เด็กหนุ่มอ้ำอึ้ง จุดประสงค์ของการแข่งขัน จุดประสงค์ของการดำรงอยู่ที่นี่ เขาได้ตัดสินใจไว้ก่อนแล้ว แต่บัดนี้เขารู้...ชายที่ยืนอยู่ไกลๆผู้นั้นคงไม่ปรารถนาให้เขาทำสิ่งใด นอกเหนือไปจาก...
"ข้าอยากกลับบ้าน"
ผู้คนและเหล่าหญิงสาวกระซิบกระซาบกัน ทั้งฉงนและขบขัน ทว่าดวงตาของเด็กหนุ่มช่างซื่อตรงและมั่นคงในความคิดของตัวเอง พระราชาหาได้หัวเราะแต่กลับพยักหน้ายอมรับง่ายดาย
"จะเป็นไปตามนั้น"
เพียงครู่สะบัดปลายชายแขนเสื้อ ราชันย์ทำให้ความปรารถนาของเขาบรรลุผล และก่อนที่ภาพต่างๆจะดับมืดไป เขามองเห็นรอยยิ้มฉาบบางอยู่บนริมฝีปากของชายหนุ่ม...
เด็กหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมา บนพื้นกรังฝุ่นในหอสมุดเก่าแก่ที่ผู้คนลืมเลือน บันไดสูงพาดอยู่กับชั้นหนังสือสูงลิบ ภาพวาดหนึ่งแขวนอยู่เหนือเตาผิงใหญ่โต เป็นภาพของวีรบุรุษผมสีน้ำตาล ชูดาบขึ้นอย่างห้าวหาญต่อหน้ามังกร เด็กหนุ่มได้แต่ก้มหน้าและถอนใจ
"ยินดีต้อนรับกลับนะ...ชิน็อน"ร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องเงียบๆและย่อตัวลงปัดเศษฝุ่นผงออกจากผมสีน้ำตาลสั้นของน้องชาย
"พี่เซเรียว ข้าขอโทษ"เด็กหนุ่มตัวสั่นเทิ้ม หยดน้ำตกลงบนตักและพื้น หยดแล้วหยดเล่า"ข้าทำไม่สำเร็จ ข้าไม่ได้ชนะการประลองแล้วพาพี่สะใภ้กลับมาหาพี่ ข้าต้องให้พี่ลำบากมาช่วย ท่านพ่อท่านแม่ด้วย ข้าขอโทษ ข้าเป็นเด็กโง่ คนไม่ได้ความ..."
แต่ชายหนุ่มกลับดึงร่างเล็กมากอดไว้แน่น
"ไม่หรอก ชิน็อน เจ้าเป็นน้องที่ดี ข้าดีใจที่เจ้าปลอดภัยกลับมา...มากกว่าอะไรทั้งนั้น"
ก่อนที่ชายหนุ่มจะกลับมา เขาเกลี้ยกล่อมราชาให้เชื่อว่าเจ้าหญิงแคโรรีนคือเจ้าหญิงที่เหมาะสมคู่ควรกับตำแหน่งเจ้าหญิงพระจันทร์ แม้จะยังเยาว์อยู่ แต่ในอนาคตนางจะกระทำสิ่งที่แม้แต่มังกรไฟยังต้องหมอบคำนับ เวลานั้นตัวเขาเองยังไม่แน่ใจเลยว่าสิ่งที่ตนพูดจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ในกาลต่อมาเจ้าหญิงสีฟ้าได้ถือคทาและครองบัลลังก์ไปกว่าสี่พันปีโดยไม่มีใครเทียบเคียงได้เลย
ระหว่างการประลอง แสงสีฟ้าโอบล้อมชิน็อนเมื่อเขาร้องเพลง เพลงที่เต็มไปด้วยความหวัง เซเรียวรีบวิ่งคว้าเทียนจากผู้แข่งขันคนอื่นมากเท่าที่จะมากได้และยัดใส่มือน้องชายไว้ การแทรกแซงความคิดเล็กๆน้อยๆทำให้เขาสามารถเบิกทางออกให้น้องได้ นั่นคือการหนีไปเสียดื้อๆ หายวับไปยังปราสาทกลางเวหา และหลังจากส่งน้องชายกลับบ้านอย่างปลอดภัย บรรลุเป้าหมายทั้งหมดทั้งมวลแล้ว เขานึกถึง...กลีบดอกไม้แห่งการจากลา
ชายหนุ่มกลับลงไปบนพื้นดินด้วยความช่วยเหลือของพ่อแม่ที่แท้จริง ซึ่งเขาไม่ต้องเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว เขายืนอยู่บนเฉลียงภายในปราสาท มองก้มลงไปเล็กน้อย จอมพลร่างสูงยืนเคียงข้างหญิงสาวผมสีชมพู นางเข้มแข็งและสง่างาม แต่ต่างจากอูริลที่เขารัก หญิงนางนั้นไม่ได้เป็นแม่ทัพน่าเกรงขาม ไม่ได้เป็นสิ่งอื่นใดนอกจากดอกไม้ห้ากลีบที่อ่อนนุ่ม หอมหวาน และบอบบางเหลือเกิน เด็กเล็กๆสองคนวิ่งตื๋อเข้าไปหาคนทั้งสอง ซึ่งยิ้มและอ้าแขนกว้างรับ รอยยิ้มประทับจางๆบนริมฝีปากก่อนที่ร่างสูงจะหายลับไปจากระเบียง
เรื่องราวอันเป็นตำนานเล่าขาน คือบุรุษผู้ชาญฉลาดและมีความรักมั่นคงกับแม่ทัพหญิงผู้งามสง่า แต่ในหน้าลึกลับของบันทึกกล่าวถึงการเสื่อมอำนาจของปราสาทจันทราที่เกิดขึ้นพ้องกันเนื่องจากไม่มีเจ้าหญิงผู้เหมาะสมได้รับเลือกและขึ้นครองบัลลังก์ คนเบื้องล่างที่เคยต้องมนตราน่าหลงใหลของอาณาจักรพระจันทร์ หันมาชื่นชมสิ่งที่น่ายกย่องและสัมผัสได้ใกล้ตัวกว่า เมื่อถูกมองเป็นเมฆหมอกแห่งฝัน อาณาจักรนั้นจึงเสื่อมสลายและฟุ้งกระจายไปในฟ้ากว้าง
นั่นคือเรื่องเล่าถึงเขา...เซเรียว หรือกษัตริย์มังกรน้ำเงินผู้ฟื้นฟูอาณาจักรและมอบคืนอิสรภาพแก่คนบนผืนดิน แต่ชายหนุ่มไม่อาจพึงพอใจกับความสุขที่ตนอยู่ ณ กึ่งกลาง เขาไม่ปรารถนาครอบครองทั้งหมดนั้นเพียงคนเดียว...เขาจึงทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง และกลับคืนสู่ที่ๆเป็นของตนอย่างแท้จริง
"เจ้ารู้มั้ย พี่ชายของเจ้าไม่ใช่วีรบุรุษอะไรเลย"ชายหนุ่มเอ่ย ดวงตาสีน้ำเงินจับจ้องภาพวาดเหนือเตาผิง
"ไม่จริง พี่เก่งและมีความสามารถมาก ทั้งยังกล้าหาญและเข้มแข็งมากด้วย"เด็กหนุ่มค้าน"ข้าภูมิใจที่เป็นน้องพี่"
เซเรียวส่ายหน้าเบาๆ
"สิบสี่ปีก่อน พี่กับเพื่อนๆมาเล่นกันที่นี่ เพราะคิดว่าที่เงียบสงัดนี้มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่รู้และเป็นเจ้าของ จนวันนึง พี่ปีนไปตามชั้นหนังสือแล้วเกาะพลาด ร่วงลงมาพร้อมกับหนังสือเล่มหนา เพื่อนพี่รีบวิ่งมาดูแต่คนแรกที่มาถึงตัวพี่คือชายในเสื้อคลุมยาวเหมือนนักพเนจร พี่ก็เห็นหน้าเขาก้มหน้ามองพี่สองคน คนหนึ่งคือที่นั่งอยู่ใกล้ๆและอีกคนมองลงมาจากเหนือเตาผิง เขาคนนั้นคือวีรบุรุษที่ไม่มีใครไม่รู้จัก...เขาบอกวิธีการไปยังเมืองลึกลับแห่งหนึ่ง แต่สิ่งที่พี่เรียนรู้จากการพบวีรบุรุษผู้นั้นและการใช้ชีวิตในตำนาน กลับทำให้พี่ตัดสินใจกลับมาที่นี่และไม่เคยคิดเสียใจภายหลัง"
ชายหนุ่มลูบผมน้องชายเบาๆ และจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีเขียวที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
"ไม่มีใครในโลกที่เก่งฉกาจหรอก สิ่งเดียวที่มนุษย์ทำได้มีเพียงเป็นสิ่งที่ตัวเองเป็นเท่านั้น"
"ท่านต้องกลับมาอีกนะ ข้าจะเตรียมผ้าห่มผืนหนาๆนุ่มๆไว้ให้ท่าน"เสียงเล็กๆเจื้อยแจ้วบอก เด็กหญิงเกาะชายเสื้อเขาไว้แน่น ในขณะที่หญิงสาวคนหนึ่งยืนส่งอยู่ห่างๆ ไม่อาจเอ่ยถ้อยคำเพราะเกรงจะสะกดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้อีกต่อไป แต่เพียงสายตาที่สบต้องกันก็สามารถบอกเล่าทุกสิ่งในใจ
"ลาก่อน"ชายหนุ่มยิ้มร่าเริง กระชับสัมภาระเล็กน้อยของตัวเองไว้บนบ่า ก้าวขึ้นไปบนรถไฟ...และไม่หันหลังกลับมาอีก
ในโลกแปลกประหลาด เราพบกัน
บนโลกแปลกประหลาด เราสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของกัน
ในโลกแปลกประหลาด เราผูกพันกัน
ในโลกที่ต่างออกไป เราโอบกอดตัวเองแนบแน่น
บนโลกที่ต่างออกไป เราหลับตาให้กับท้องฟ้า สายลม คลื่นสาดซัด
ในโลกที่ต่างออกไป เราเข้าใกล้หัวใจตัวเองมากขึ้น
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างบานเล็ก ห้องแคบเท่ารูหนูอันเป็นนิวาสสถานเก็บงำความมอซอซึมเซาไว้ สำหรับเช้าที่เปล่งประกายระยับเช่นนี้ คือเวลาแห่งการผจญภัย
ชายหนุ่มเหยียดกายขึ้นจากที่นอนแข็งเล็กเหมือนกล่องไม้ขีด ล้างหน้าล้างตา จัดผมให้ได้ทรง...อะไรซักอย่าง เขาเป็นคนที่หน้าตาธรรมดามาก ผมสีน้ำตาลตาสีน้ำตาลแบบที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่สิ่งที่สร้างเสน่ห์ให้กับเขา คือรอยยิ้มร่าเริงซื่อตรงและบริสุทธิ์ใจ แสดงออกถึงความเป็นคนมองโลกในแง่ดี
เขาคว้าแอปเปิ้ลหนึ่งผลจากกระจาดเล็กๆและเปิดประตูออกไปด้านนอก แสงอาทิตย์แยงตา สำหรับชาวเมืองแล้ว นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี
"พ่อหนุ่ม สดชื่นแต่เช้าเชียวนะ"หญิงชรายิ้มกว้าง ละมือจากผลไม้กองพะเนินที่ต้องจัดลงตะกร้า
"ฮะ... วันนี้เป็นวันที่ดี"
"แน่นอนที่สุด"
หมู่นกพิราบขาวสะบัดปีกบินออกจากหอระฆังคล้ายการตอบรับ ชายหนุ่มโค้งอำลาพร้อมยกผลแอปเปิ้ลในมือขึ้นมากัด เพราะบ้านของเขาอยู่เกือบใจกลางเมือง เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงตลาด ย่านการค้า และปราสาท การทักทายกับทุกคนที่พบเห็นเป็นธรรมเนียมที่อบอุ่น ในเมืองเล็กๆที่ทุกคนรู้จักกันอย่างทั่วถึง การทะเลาะเบาะแว้งยุติภายในชั่วข้ามคืน แม้เป็นคนต่างเมืองที่เพิ่งก้าวเข้ามาครั้งแรกก็ตกหลุมรักอย่างง่ายดาย
คนในย่านการค้าคึกคักเป็นพิเศษ สินค้ามากมายหลากหลายบรรทุกมาจากแดนไกล ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเฉลิมฉลองเทศกาลครั้งใหญ่
"เซเรียว" เสียงหนึ่งเรียก ชายหนุ่มหันซ้ายหันขวาจนมีเสียงตุบเบาๆข้างหลัง
"ดูนี่สิ แม่ข้าให้ข้ามา"เด็กหญิงกระโดดลงมาจากกิ่งไม้สูงพลางชูกำไลข้อมือคู่ใหม่ให้ดู
"สวยดี แต่ออกมาซนตั้งแต่เช้าอย่างนี้แม่เจ้าไม่ว่าเหรอ"
"อื้อ ท่านแม่ไม่ว่าหรอก ข้ารับปากจะรีบกลับไปกินข้าวด้วย"เด็กหญิงสั่นหัวจนกระพรวนสายเส็กๆที่ผูกผมสั่นกรุ๊งกริ๊ง ดวงตาสีม่วงวาววับด้วยความตื่นเต้นที่เก็บไว้ไม่อยู่
"คืนนี้ เราจะได้เห็นเจ้าหญิงกันใช่มั้ย เจ้าหญิงที่สวยมากๆ มาจากพระจันทร์"
"ใช่แล้ว แต่ถ้าเจ้าไม่ยอมอยู่นิ่งและซนมากๆล่ะก็ เจ้าหญิงจะไม่ปรากฏตัวให้เจ้าเห็นอีกเลย"ชายหนุ่มก้มลงมาขยี้ผมสั้นสีอัลมอนด์ของเธอเบาๆ
"ข้าสัญญาว่าข้าจะทำตัวดี"
"ดีมาก"
เด็กหญิงที่ร่าเริงวิ่งจากไป เพื่อตามรถของคนทำขนมหวาน ดอกไม้หลากสีเริ่มประดับประดาลานโดยรอบปราสาท กลีบดอกไม้แผ่วบางโปรยผ่านสายลมพัด แต่หนึ่งในนั้นกลับสะดุดตา...ดอกไม้ห้ากลีบแย้มบาน และทิศทางที่พัดมานั้น
"เครื่องประดับข้า"หญิงสาวร้อง ชายหนุ่มก้มลงเก็บดอกไม้ประดับมณีสีขาว และเดินเข้าไปหา สอดประดับบนเรือนผมสีชมพูอ่อน ผิวขาวละเอียดอย่างคนชั้นสูง ดวงตาสีน้ำตาลทองสั่นไหวเล็กน้อย แต่ไม่ได้หลบสายตา
"ขอบ...คุณ"หญิงสาวก้มหน้าเล็กน้อย เช่นเดียวกับชายหนุ่ม
"ข้าชื่อ..."สองเสียงประสานขึ้นพร้อมกัน
"อูริล"
"เซเรียว"
รอยยิ้มต่างประทับอยู่บนใบหน้า คนทั้งสองแยกจากกันด้วยดอกไม้ที่เบ่งบาน
ดวงอาทิตย์ลอยสูง แสงจัดจ้าสาดส่องทั่วทุกที่ซึ่งประดับประดาด้วยสารพัดสิ่ง ลูกปัด ริบบิ้น กระดาษ กระจก ดอกไม้ แพรพรรณ ฝูงชนเริ่มแน่นขนัด การประลองแข่งขันใกล้เริ่มแล้ว
ชายหนุ่มทุกคนในเมืองมีสิทธิ์เข้าร่วมประลอง ผู้ชนะสามารถเลือกขอสิ่งที่ปรารถนาได้หนึ่งสิ่ง รวมทั้งสามารถขอพบเจ้าหญิงจากปราสาทพระจันทร์ได้อีกด้วย
ผู้ร่วมประลองส่วนใหญ่มีร่างสูงใหญ่ แต่ก็มีไม่น้อยที่เป็นเด็กหนุ่มวัยคะนอง ผู้ชนะส่วนใหญ่มักขอทรัพย์สินเงินทอง หรือคนหนุ่มช่างฝันจะขอให้ได้จุมพิตบนมือของเจ้าหญิง
กติกามีเพียงทำให้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นยอมมอบเทียนไขของตนให้ แต่วิธีการนั้นไม่ง่ายเพราะต่างคนต่างต้องชิงและรักษาเทียนของตนไปพร้อมๆกัน ไม่ได้แบ่งเป็นคู่หรือกลุ่มในการประชัน จึงต้องอาศัยทักษะอยู่พอตัว ตลอดจนสถานที่แข่งขันที่เป็นลานโล่ง ไม่สามารถเล่นตุกติกได้แน่นอน
เสียงกลองดังขึ้น เหล่าขุนพลและแม่ทัพต่างเดินออกมานั่งประจำตำแหน่งผู้ตัดสิน และที่นั่นเขาได้เห็นร่างบางที่ไม่คิดว่าจะได้พบ โดยเฉพาะท่ามกลางเหล่าทหารยศสูง ดอกไม้สีขาวสะท้อนแสงแดดจ้า
"ผู้เข้าประชันทุกคนเตรียมพร้อม...เริ่มได้!!"
บรรยากาศเปลี่ยนไปราวลมพัด จากคนธรรมดาๆที่ดูเป็นมิตรและไม่มีพิษภัย จิตมุมานะปลุกความกล้าและวิญญาณนักล่าให้ลุกโหม ชายหนุ่มสอดเทียนไว้ในเสื้อและเริ่มวิ่ง เด็กหนุ่มหลายคนล้มลงกองกับพื้น ในชั่วเวลาไม่นาน จำนวนผู้ประชันลดลงอย่างเห็นได้ชัด...
ก้มลงหลบหมัดและชนให้ล้มเป็นวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุด แต่เขาจะทำก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายตัวใหญ่และแข็งแรงพอจะเลี่ยงอาการบาดเจ็บได้เท่านั้น แต่เขาไม่ใช่คนที่ได้เปรียบในการต่อสู้มือเปล่า แรงไม่มาก เคลื่อนไหวแค่พอคล่องตัว แต่สายตาดี ส่วนใหญ่จึงเป็นผู้หลบหลีกและอาศัยช่องว่างมากกว่าจู่โจมหรือตั้งรับอย่างเดียว
แต่เขาสัมผัสถึงสายลมเปลือยเปล่า...มีบางอย่างแปลกประหลาด ดูเหมือนผู้แข่งขันหลายคนเริ่มสังเกตเห็นแล้วเช่นกัน ผู้แข่งขันหายไปจากเดิมราวหนึ่งในสาม กลิ่นประหลาดฟุ้งจางๆทำให้ศีรษะเริ่มปวดมึน กรรมการก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบ้างแล้ว แต่ไม่มีสิ่งใดผิดสังเกต ผู้คนส่งเสียงเชียร์คึกคัก ผู้เข้าชิงยังคงตั้งหน้าตั้งตาชิงเทียนไข แม้การต่อสู้จะค่อยดำเนินไปอย่างฝืดเคือง
ตึก...ตึก...ตึก ตึก
ชายหนุ่มสะดุดหูกับเสียงและแรงสั่นสะเทือน เขาลองโหนขึ้นไปบนกิ่งต้นไม้ ขุนพลคนหนึ่งลุกขึ้นชี้มาที่เขาและให้สัญญาณห้ามเพราะกลัวจะฝ่าฝืนกติกา การลอบกัดหรือเล่นสกปรกใดๆนอกเหนือจากการสู้อย่างองอาจผ่าเผยเป็นสิ่งห้าม แต่สิ่งนั้นกำลังดำเนินอยู่ ณ เวลานี้ แต่ไม่มีใครจับได้ หรือแม้แต่รู้ว่าสิ่งใดกำลังดำเนินอยู่
เขาพยายามวิ่งและหลบหลีก เลี่ยงทั้งการตั้งรับและต่อสู้โดยไม่จำเป็น ตรงข้าม กลับลับประสาทให้แหลมคมและจ้องมอง ตัวการจะต้องอยู่ในกลุ่มผู้เข้าชิงหรือคนรอบสนามแน่ ผู้แข่งขันเหลืออยู่ราวยี่สิบคน ขณะที่ฝูงชนรอบข้างแน่นหนาเกินจะคณา ค่อยๆตัดความเป็นไปได้ทีละคน ถึงแม้เขาจะไม่ได้มีมนุษย์สัมพันธ์ดีเยี่ยม แต่การเป็นนักสังเกตการณ์ที่ดีทำให้เขารู้จักผู้คนมากกว่าการพูดคุย
ตึก..ตึก... เสียงนี้อีกแล้ว ชายหนุ่มลองหยุดยืน ย่ำเท้าอยู่กับที่ พอจะเข้าใจแล้ว เขากวาดสายตาไปรอบสนามด้วยความมั่นใจยิ่งขึ้น...คนนั้นที่กำลังยิ้มมุมปาก เพราะใช้วิธีนี้สินะ ถึงไม่มีใครตะขิดตะขวงใจเลย
เทียนสิบสองเล่มอยู่ในมือของเขา สามสิบกว่าเล่มในมือคนผู้นั้น อีกราวยี่สิบเล่มกระจายอยู่กับผู้เข้าชิงอีกสามคน ชัยชนะเป็นเอกฉันท์นอกจาก...
ตึงงงง ร่างสูงใหญ่ถูกทุ่มลงกับพื้น สี่สิบเล่มอยู่ในมือของผู้นั้นแล้ว ในขณะที่อีกสองคนมุ่งมาทางเขาพร้อมๆกัน ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาเริ่มช้าลง เขาจึงพลิกกลับเป็นผู้โจมตีแทน มือแข็งแรงรวบและบิดแขนคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว ยึดเป็นเกราะกำบังและหยิบเทียนออกมา ดังคาด สองคนนี้เป็นพวกเดียวกันจึงไม่ลงมือทำร้าย เขาอาศัยโอกาสลังเลนั้นผลักตัวประกันออกไปและเตะให้ล้มไปพร้อมกันทั้งสองคน เป็นลูกเตะที่สูงมากจนหลายคนอ้าปากค้าง เขารีบหันหลังกลับและเตรียมสวนหมัดที่พุ่งมาอย่างแรง แต่กลับชะงักและหลบทาง อาศัยโอกาสล็อคคอ ปลดเทียนทั้งหมดลงมา
ธงสีแดงสะบัดฉับลง เสียงหวูดยุติการแข่งขันและกำลังจะประกาศผู้ชนะ
"ช้าก่อน ชายผู้นี่เล่นตุกติกในการแข่งขัน"ชายหนุ่มร้องขึ้น ดับเสียงตื่นเต้นยินดีโดยรอบให้สงบลง
"เจ้าชนะแล้ว ยังต้องการอะไรอีก"เสียงตะกุกตะกักเอ่ยอย่างเคียดแค้นจากคอที่ถูกตรึงไว้
"ความยุติธรรมอย่างไรเล่า"ชายหนุ่มกระซิบ ขุนพลและคณะกรรมการค่อยๆขยับลงมาจากปะรำสู่พื้นสนาม
ความจริงเขาไม่ได้ต้องการชัยชนะ เขาเพียงผ่านมาและเห็นว่าน่าสนุกจึงเข้าร่วมเท่านั้น
"เจ้าว่าอะไรนะพ่อหนุ่ม"แม่ทัพองอาจผู้หนึ่งก้าวเข้ามาหา ร่างสูงใหญ่บึกบึนสูงกว่าเขาถึงช่วงศีรษะกว่าๆ
"คนผู้นี้วางยาพิษในสนามแข่ง"
"เขาปรักปรำข้า"
"ยาพิษอยู่ในดิน ข้าไม่รู้ว่าคืออะไรแต่คงมีฤทธิ์เหมือนยาสลบ เขาซัดคู่ต่อสู้ลงหมอบกับพื้นเพื่อที่จะให้สูดยาพิษและสลบไป การวิ่งหรือย่ำเท้าแรงๆบนดินก็ทำให้พิษฟุ้งขึ้นมาได้เช่นกัน"
"ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องพรรค์นี้มาก่อน ยาพิษเจือในดินงั้นรึ"
"เป็นไปไม่ได้หรอกนายท่าน...ยาพิษมากมายขนาดชโลมลานกว้างนี้ได้"ชายผู้นั้นเริ่มแก้ต่างให้ตัวเอง
"ช้าก่อน"
ร่างบางยอบตัวลงกับพื้น ใช้นิ้วแตะสัมผัสดินทรายและนำมาใกล้จมูก
"นี่คือ...เกสรดอกซีนัค พืชพื้นถิ่นบ้านข้า มีผลให้ระบบประสาทมึนชา น้อยคนนักที่รู้จักพิษของมัน"หญิงสาวสาวเท้าเข้ามาใกล้ๆ จ้องมองฝ่าผมที่ปรกใบหน้า
"และถ้าหากว่าข้าไม่บังเอิญ...คุ้นหน้าเจ้ามากๆ"
"อึ่ก"ผู้ถูกสงสัยพยายามถอยและดิ้นรนหนี
"เจ้าคือ..."
"มันคือบาเซ็มบับ ทหารรีบจับตัวมันไปเดี๋ยวนี้"ขุนพลหนุ่มผู้หนึ่งจดจำได้ ผู้กระทำผิดจึงถูกนำตัวไปทันที
ฝูงชนตกอยู่ในอาการตะลึงงัน ขุนพลมีอายุผู้หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
"...รางวัลสำหรับผู้ชนะคือความปรารถนาที่จะสมหวังหนึ่งประการ..."
"จงบอกสิ่งที่ปรารถนามาเถิด"
"ข้า..." เขาไม่ต้องการสิ่งใด แต่ถึงเลี่ยงปฏิเสธไปคงไม่มีใครยอมแน่
"ท่านได้กระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิด ข้าอยากรู้ว่าสิ่งใดที่ท่านจะเรียกร้องเป็นรางวัล...ข้าเชื่อว่าเจ้าหญิงทั้งหลายคงยินดีกระทั่งจะสนทนากับท่าน"
ดวงตาสีน้ำตาลสบต้องกับดวงตาสีน้ำตาล...มันเป็นสีน้ำตาลเมเปิล สวยมาก
"ข้าอยากแต่งงานกับท่าน"
"ห๊ะ"
"เฮฮฮฮฮฮฮ"
ทั้งเสียงร้องประหลาดใจของทหารและเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านเทปนรวมกันและกลบอึงสองหู เรียกสติที่เปิดเปิงไปให้กลับมา
"ข้า..."
"เราเพิ่งรู้จักกันแค่วันเดียว..."ใบหน้าของนางเรียบขรึม ดวงตาหลบต่ำ
"ถูกของท่าน ความจริงแล้ว..."ชายหนุ่มพยายามคิดการขออภัยที่เหมาะสม
"...แต่ข้ารู้สึกว่า ท่านเองก็ไม่เลว"ดวงตาสีน้ำตาลสบมองเขาอีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มใสบริสุทธิ์เหมือนครั้งแรกที่เจอ
ทั้งสองหัวเราะ ชาวบ้านหรือแม้แต่ขุนพลทหารที่คอยลุ้นอยู่ด้วยก็หัวเราะ แม้ปีนี้ประตูปราสาทพระจันทร์จะไม่ได้เปิดต้อนรับผู้กล้า แต่ความอบอุ่นและบรรยากาศเฉลิมฉลองยังอบอวลอยู่ แม้ว่างานแต่งงานจะไม่ได้จัดขึ้นทันที แต่ผู้คนก็ต่างรู้ว่าไม่ช้าไม่นานจะต้องมีขึ้นแน่ๆ สำหรับหนุ่มสาวแห่งโชคชะตาคู่นี้
สายลมพัดเวลาผ่านไป...
"ทำไมท่านต้องไป..."
"เป็นคำสัญญา ข้าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก"
"ท่านต้องกลับมา สัญญากับข้า "
"ข้าสัญญา"
ชายหนุ่มกอดร่างบางไว้แนบแน่น พยายามจดจำทุกความรู้สึก ทุกสัมผัส เขาลูบเส้นผมสีชมพูอย่างทนุถนอมและสัมผัสแก้มชื้นน้ำตาอย่างแผ่วเบา
"ข้าเป็นเพียงคนที่โชคดีมากเท่านั้น"
"ข้ารักท่าน"หญิงสาวซบหน้าลงกับเสื้อของเขา ร้องไห้และร้องไห้
รถไฟค่อยๆเคลื่อนไปตามราง ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองตาม แม้รื่นด้วยน้ำตา ดวงตาสีน้ำผึ้ง...หวานและขม
ขบวนรถไฟลอดผ่านอุโมงค์ กิ่งในสีเขียวอ่อนโบกต้อนรับ เด็กหนุ่มร่างเล็กแบกสัมภาระมาในกระเป๋าเป้ ดวงตาสีน้ำตาลสาดส่องมองทุกสิ่งอย่างสนใจใคร่รู้ แม้ว่าเขาจะจดจำได้ทั้งหมดก็ตาม
บ้านหลังเล็กใจกลางตลาด มีข้าวของแค่พอใช้ คับแคบแต่ไม่อึดอัดเกินไปนัก มีหญิงชราใจดีขายของอยู่หน้าประตูบ้านเป็นประจำ เขาจะต้องอุดหนุนแอปเปิ้ลของคุณยายคราวละหลายๆผลอยู่เป็นประจำ
เวลายามสายสำหรับเดินเล่น พักกินแอปเปิ้ลใต้ร่มไม้สักแห่ง บ่ายจึงไปทำงานกับช่างนาฬิกาและกลไกประดิษฐ์ที่ถนนตะวันออก หนึ่งสัปดาห์นับจากนี้จะมีเทศกาลพระจันทร์ มีการประลองแข่งขันและเขาจะชนะ...ต้องชนะให้ได้
เด็กหญิงคนหนึ่งจะมาทักทายเขา เป็นเด็กที่สดใสร่าเริงมาก
"สวัสดี ข้าชื่อเมอเรล"
"สวัสดีเมอเรล ข้าชื่อเซเรียว ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
"อื้ม"เธอยิ้มร่าพลางกระโดดโลดเต้นไปมา หางเปียสะบัดกระดุ๊กกระดิ๊กไม่อยู่นิ่ง
ทุกเช้าเขาต้องฝึกความแข็งแกร่ง เตรียมตัวสำหรับการประชัน ฝึกประสาทให้ตอบสนองฉับไว ฝึกวิ่งและการต่อสู้แบบพอป้องกันตัวเองและหลีกเลี่ยงอันตรายได้ เขาเสียเปรียบในการต่อสู้มือเปล่าเพราะตัวเล็กกว่าคนอื่น ในวันแสงจัดจ้า การประชันดำเนินไปตามกำหนด ...
"ระวัง!!!"เสียงร้องกระตุ้นเตือนให้หลบหมัดจากด้านขวาได้อย่างฉิวเฉียด เหงื่อผุดพรายทั้งใบหน้าและชุ่มแผ่นหลังครั้งแล้วครั้งเล่า จิตต่อสู้รุกรานเขาไม่หยุดหย่อนและกำลังจะต้อนให้จนมุม เด็กหนุ่มกำลังหมดแรงในไม่ช้าแม้จะมีผ้าปิดจมูกไว้ก็ตาม
ชายผู้มีผมสีดำยาวแทรกเข้ามาและดันหมัดพลิกดัดไปด้านหลังดังกร็อบ ในขณะที่เด็กหนุ่มได้แต่จ้องนิ่งด้วยความตกใจ
"พี่..."
"หนุ่มน้อย เจ้าไม่จำเป็นต้องพยายามทำตามใครหรอก เพียงแค่เป็นตัวเอง ต่อสู้ในหนทางของตัวเองก็พอ"ชายหนุ่มกล่าวแทรก และหันมามอง...
ดวงตาสีน้ำเงินวาวดังเกล็ดมังกร กระตุ้นความกล้าและความมั่นใจให้เด็กหนุ่ม เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ
บนปราสาทใสวาวดังมุก เคลื่อนคล้อยอยู่เหนือเวหา เทียนแท่งยาวจุดไว้รายระเบียง ขณะที่ตรงกลางนั้นมีหญิงสาวมากหน้าหลายตายืนอยู่ พูดคุยและหัวเราะอย่างสนุกสนาน ดวงตาของพวกนางเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น แก้มสุกปลั่งแห่งวัยเยาว์ยิ่งน่ามอง ชุดหลากสีทำให้เหล่านารีดูเหมือนทุ่งบุปผาขนาดย่อมๆ
"การประชันด้านล่างคงใกล้จบแล้ว...ปีนี้จะมีใครขึ้นมาหาพวกเรามั้ยนะ"เด็กสาวผมแดงคนหนึ่งกล่าว
"แน่นอนอยู่แล้ว โอกาสดีๆเช่นนี้คงไม่มีชายใดโง่ปฏิเสธ"หญิงผมทองที่ดูอาวุโสกว่าเอ่ยด้วยรอยยิ้มหลังพัดขนนก
"แต่ก็มีบางปีที่ผู้ชนะไม่เลือกที่จะมาที่นี่นะ..."หญิงสาวขี้อายก้มลงเงียบๆ ดวงตาในกรอบแว่นเคลือบแคลงความลังเล แต่ไม่มีใครใส่ใจฟังนัก
"ผู้กล้าจะนำเทียนไขมาจุดที่นี่ เมื่อทั่วทั้งลานแห่งนี้สว่างด้วยแสงเทียน เราจะร่ายระบำและสร้างห้วงเวลาแห่งมนตร์..."หญิงสาวดวงตาสีม่วงกล่าวด้วยความรู้สึกราวกับเต้นรำอยู่
ที่อีกฝั่งของประตูหิน บุรุษร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์ขัตติยะปรากฏขึ้นพร้อมกับสตรีอ่อนโยนงามจับตา มงกุฎเงินล้อมอำพันของนางสว่างวาว
"...การทดสอบและเลือกเจ้าหญิงจันทราของปี จะเริ่มขึ้นบัดนี้"องค์ราชันประกาศ
'ความฝันยังไม่สิ้นสุด นี่ไม่ใช่ปลายทางที่มุ่งหน้า
ตราบที่ยังไม่พบสิ่งที่แสวงหา
ยังคงดิ้นรน ไม่ยอมแพ้...'
เสียงของเด็กหนุ่มกระจ่างกังวานในลานประลอง
ผู้เข้าประชันหลายคนมุ่งโจมตีบุรุษปริศนาที่เข้ามาแทรกแซงการแข่งขัน หยุดชะงักเพราะแสงสีฟ้าที่เรื่อเรืองขึ้นจางๆ จากเงาใต้ต้นไม้ จากเด็กหนุ่มตาสีน้ำเงินที่ยืนอยู่ตรงนั้น
'ก้าวต่อไป...อีกนิด เพื่อจะเข้าใกล้รอยยิ้มนั้น...อีกนิด'
พรึ่บๆๆๆๆๆๆ เทียนไขล้มดับลงแทบจะพร้อมกันทั้งหมด เหล่าเจ้าหญิงตกใจและนิ่งเงียบ
"อะไรน่ะ"
"เสียง...เสียงเพลงดังมาจากข้างล่าง"
เหล่าเจ้าหญิงหลายคนเสียสมาธิจึงปล่อยให้ลูกแก้วร่วงหล่น
พิธีกรรมการคัดเลือกเจ้าหญิงที่แท้ คือการทำให้ลูกแก้วลอยขึ้นจากน้ำในโถแก้ว เจ้าหญิงที่อ่อนโยนและสัมผัสได้ลึกซึ้งปรุโปร่งจะได้รับเลือก แต่ธรรมดาแค่ยกลูกแก้วกลมหนักให้ทรงตัวบนผิวน้ำที่ไม่นิ่งก็ยากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการยกให้ลอยขึ้นในอากาศแม้องคุลีเดียวเลย
'พุ่งทะยานไปในท้องฟ้าคราม ในอ้อมกอดของสายลม
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ครั้งแล้วครั้งเล่า เราพบกันบนทางที่ต่างเดิน ไม่คิดถอยหลัง
พร้อมกับสิ่งที่เชื่อมั่น...'
ลูกแก้วส่องแสงสีฟ้า เจ้าหญิงสีฟ้าผู้เยาว์วัยค่อยประคองโถแก้ว ภายในคือลูกแก้วที่ลอยขึ้นอย่างไม่ยากเย็นนัก เจ้าหญิงผู้นี้มีเส้นผมสีน้ำตาลและดวงตาสีน้ำตาล มีความงามที่ใสกระจ่างดังคริสตัล มุกที่ประดับบนหน้าผากสะท้อนแสงสีฟ้าสลัว เงาน้ำส่องสะท้อนไปทั่ว
'ไม่มีสิ่งใดต้องกลัวในอนาคต ไม่มีสิ่งใดต้องเสียใจในอดีต
การยืนอยู่ตรงนี้พิสูจน์ว่าทุกสิ่งจะผ่านไปได้'
"ยอดเยี่ยม...แคโรรีน นำโหลน้ำที่ใหญ่กว่านี้มา"พระราชาชมเชยและสั่งทหารให้นำถ้วยแก้วขนาดใหญ่ออกมาให้จนเจ้าหญิงต้องโอบกอดไว้อย่างทุลักทุเล
'บนโลกที่เปลี่ยนไปทุกมุม การพบพานกันมอบความสุข
ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายจะกระจ่างขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
เมื่อรอยยิ้มอบอุ่นขึ้น'
แสงสีฟ้าขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ส่องวาบจัดกระจ่างทั่วลานประลองไปจนถึงลานปราสาทจันทรา
'พุ่งทะยานไปในท้องฟ้าคราม ในอ้อมกอดของสายลม
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ครั้งแล้วครั้งเล่า เราพบกันบนทางที่ต่างเดิน ไม่คิดถอยหลัง...'
หญิงสาวหลับตาและทุ่มเทจิตใจกำลังของตัวเองลงไปในลูกแก้วใหญ่เท่าสองกำปั้นประกบกัน สิ่งโปร่งใสนั้นผุดลอยขึ้นมา แต่เพราะภาชนะใหญ่และหนักเกินไป จึงไม่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆได้ดีนัก ไม่นานก็สิ้นสมดุล ลูกแก้วตกกระทบพื้นดังกึง
เหล่าชาวปราสาทจันทร์กลั้นลมหายใจ การตกลงพื้นของลูกแก้วคือการประกาศสิ้นสุดสิทธิ์แห่งการคัดเลือก หญิงสาวกายเย็นเฉียบแม้แต่เหงื่อที่ผุดพรายก็แทบเป็นน้ำแข็ง
"ช้าก่อนราชันย์!"เสียงหนึ่งร้องห้าม ร่างสูงโปร่งปรากฏขึ้นจากประกายแสงสีฟ้า"หากยกผลึกแก้วให้ลอยได้นั่นหมายถึงผ่านการทดสอบ ไม่ใช่ความผิดของนางที่ลูกแก้วตก แต่ภาชนะที่มีเพียงครึ่งใบ หาได้มีโคมประกอบย่อมง่ายที่การควบคุมจะถูกปัจจัยภายนอกรบกวน"
ชายปริศนาที่จู่ๆปรากฏตัวและรู้เหตุการณ์ราวกับยืนดูอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้เป็นราชาประหลาดใจและพิศวงเคลือบแคลง แต่ใช่ว่าจะไม่ฟังเสียเลย
"ที่เจ้าพูดมานั้นมีเหตุผล... แต่เจ้าเป็นใครจึงรู้กฏ แล้วยังขึ้นมายังปราสาทพระจันทร์โดยที่ข้าไม่อนุญาต" ราชันย์เอ่ยเสียงกระด้าง
"ข้าแต่ราชาฯ ข้ามาจากแดนไกล สาเหตุเดียวที่ข้ายืนอยู่ที่นี่คือเพื่อหยุดยั้งท่านจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด"ชายหนุ่มเอ่ยนอบน้อมแต่ไม่แสดงอาการหวาดกลัวหรือตกอยู่ใต้อำนาจใด
เบื้องหลังชายหนุ่ม แสงลึกลับยังคงเรื่อเรืองและปรากฏเด็กชายอีกคนเดินออกมา และทรุดกายลงกับพื้นเย็นเฉียบ ชายหญิงคู่หนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มธารกำนัล และถลามายังเด็กหนุ่ม
"องค์ราชันย์ อย่าได้โกรธเคืองเลย เด็กน้อยคนนี้คือผู้ชนะในการประลอง!!"
"ถูกแล้วฝ่าบาท ดูสิ เขามีเทียนอยู่ในมือ!!"
เด็กชายเงยหน้าขึ้นช้าๆ และเบิกตากว้างอีกครั้ง
"ท่านพ่..."เขาเอ่ยเพียงครึ่งคำ มือหนาก็รีบหยุดไว้ หญิงที่อยู่ข้างกายเขาก็เช่นกัน
"ผู้กล้าปีนี้ช่างอ่อนเยาว์และน่ารัก พวกข้าอยากปรุงอาหารพิเศษเลี้ยงเฉลองให้แก่เขา"หญิงผู้นั้นกล่าว พลางกุมมือเด็กชายไว้แน่น
"เรื่องนั้นก็ตามใจพวกเจ้า แต่ก่อนอื่น เราต้องถามผู้กล้าก่อนว่า...สิ่งใดที่เขาปรารถนาจะได้รับเป็นรางวัล"ราชายิ้มอย่างมีเมตตา ราวกับลืมเรื่องการตัดสินเจ้าหญิงจันทราไปสนิท
"ข้า..."เด็กหนุ่มอ้ำอึ้ง จุดประสงค์ของการแข่งขัน จุดประสงค์ของการดำรงอยู่ที่นี่ เขาได้ตัดสินใจไว้ก่อนแล้ว แต่บัดนี้เขารู้...ชายที่ยืนอยู่ไกลๆผู้นั้นคงไม่ปรารถนาให้เขาทำสิ่งใด นอกเหนือไปจาก...
"ข้าอยากกลับบ้าน"
ผู้คนและเหล่าหญิงสาวกระซิบกระซาบกัน ทั้งฉงนและขบขัน ทว่าดวงตาของเด็กหนุ่มช่างซื่อตรงและมั่นคงในความคิดของตัวเอง พระราชาหาได้หัวเราะแต่กลับพยักหน้ายอมรับง่ายดาย
"จะเป็นไปตามนั้น"
เพียงครู่สะบัดปลายชายแขนเสื้อ ราชันย์ทำให้ความปรารถนาของเขาบรรลุผล และก่อนที่ภาพต่างๆจะดับมืดไป เขามองเห็นรอยยิ้มฉาบบางอยู่บนริมฝีปากของชายหนุ่ม...
เด็กหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมา บนพื้นกรังฝุ่นในหอสมุดเก่าแก่ที่ผู้คนลืมเลือน บันไดสูงพาดอยู่กับชั้นหนังสือสูงลิบ ภาพวาดหนึ่งแขวนอยู่เหนือเตาผิงใหญ่โต เป็นภาพของวีรบุรุษผมสีน้ำตาล ชูดาบขึ้นอย่างห้าวหาญต่อหน้ามังกร เด็กหนุ่มได้แต่ก้มหน้าและถอนใจ
"ยินดีต้อนรับกลับนะ...ชิน็อน"ร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องเงียบๆและย่อตัวลงปัดเศษฝุ่นผงออกจากผมสีน้ำตาลสั้นของน้องชาย
"พี่เซเรียว ข้าขอโทษ"เด็กหนุ่มตัวสั่นเทิ้ม หยดน้ำตกลงบนตักและพื้น หยดแล้วหยดเล่า"ข้าทำไม่สำเร็จ ข้าไม่ได้ชนะการประลองแล้วพาพี่สะใภ้กลับมาหาพี่ ข้าต้องให้พี่ลำบากมาช่วย ท่านพ่อท่านแม่ด้วย ข้าขอโทษ ข้าเป็นเด็กโง่ คนไม่ได้ความ..."
แต่ชายหนุ่มกลับดึงร่างเล็กมากอดไว้แน่น
"ไม่หรอก ชิน็อน เจ้าเป็นน้องที่ดี ข้าดีใจที่เจ้าปลอดภัยกลับมา...มากกว่าอะไรทั้งนั้น"
ก่อนที่ชายหนุ่มจะกลับมา เขาเกลี้ยกล่อมราชาให้เชื่อว่าเจ้าหญิงแคโรรีนคือเจ้าหญิงที่เหมาะสมคู่ควรกับตำแหน่งเจ้าหญิงพระจันทร์ แม้จะยังเยาว์อยู่ แต่ในอนาคตนางจะกระทำสิ่งที่แม้แต่มังกรไฟยังต้องหมอบคำนับ เวลานั้นตัวเขาเองยังไม่แน่ใจเลยว่าสิ่งที่ตนพูดจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ในกาลต่อมาเจ้าหญิงสีฟ้าได้ถือคทาและครองบัลลังก์ไปกว่าสี่พันปีโดยไม่มีใครเทียบเคียงได้เลย
ระหว่างการประลอง แสงสีฟ้าโอบล้อมชิน็อนเมื่อเขาร้องเพลง เพลงที่เต็มไปด้วยความหวัง เซเรียวรีบวิ่งคว้าเทียนจากผู้แข่งขันคนอื่นมากเท่าที่จะมากได้และยัดใส่มือน้องชายไว้ การแทรกแซงความคิดเล็กๆน้อยๆทำให้เขาสามารถเบิกทางออกให้น้องได้ นั่นคือการหนีไปเสียดื้อๆ หายวับไปยังปราสาทกลางเวหา และหลังจากส่งน้องชายกลับบ้านอย่างปลอดภัย บรรลุเป้าหมายทั้งหมดทั้งมวลแล้ว เขานึกถึง...กลีบดอกไม้แห่งการจากลา
ชายหนุ่มกลับลงไปบนพื้นดินด้วยความช่วยเหลือของพ่อแม่ที่แท้จริง ซึ่งเขาไม่ต้องเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว เขายืนอยู่บนเฉลียงภายในปราสาท มองก้มลงไปเล็กน้อย จอมพลร่างสูงยืนเคียงข้างหญิงสาวผมสีชมพู นางเข้มแข็งและสง่างาม แต่ต่างจากอูริลที่เขารัก หญิงนางนั้นไม่ได้เป็นแม่ทัพน่าเกรงขาม ไม่ได้เป็นสิ่งอื่นใดนอกจากดอกไม้ห้ากลีบที่อ่อนนุ่ม หอมหวาน และบอบบางเหลือเกิน เด็กเล็กๆสองคนวิ่งตื๋อเข้าไปหาคนทั้งสอง ซึ่งยิ้มและอ้าแขนกว้างรับ รอยยิ้มประทับจางๆบนริมฝีปากก่อนที่ร่างสูงจะหายลับไปจากระเบียง
เรื่องราวอันเป็นตำนานเล่าขาน คือบุรุษผู้ชาญฉลาดและมีความรักมั่นคงกับแม่ทัพหญิงผู้งามสง่า แต่ในหน้าลึกลับของบันทึกกล่าวถึงการเสื่อมอำนาจของปราสาทจันทราที่เกิดขึ้นพ้องกันเนื่องจากไม่มีเจ้าหญิงผู้เหมาะสมได้รับเลือกและขึ้นครองบัลลังก์ คนเบื้องล่างที่เคยต้องมนตราน่าหลงใหลของอาณาจักรพระจันทร์ หันมาชื่นชมสิ่งที่น่ายกย่องและสัมผัสได้ใกล้ตัวกว่า เมื่อถูกมองเป็นเมฆหมอกแห่งฝัน อาณาจักรนั้นจึงเสื่อมสลายและฟุ้งกระจายไปในฟ้ากว้าง
นั่นคือเรื่องเล่าถึงเขา...เซเรียว หรือกษัตริย์มังกรน้ำเงินผู้ฟื้นฟูอาณาจักรและมอบคืนอิสรภาพแก่คนบนผืนดิน แต่ชายหนุ่มไม่อาจพึงพอใจกับความสุขที่ตนอยู่ ณ กึ่งกลาง เขาไม่ปรารถนาครอบครองทั้งหมดนั้นเพียงคนเดียว...เขาจึงทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง และกลับคืนสู่ที่ๆเป็นของตนอย่างแท้จริง
"เจ้ารู้มั้ย พี่ชายของเจ้าไม่ใช่วีรบุรุษอะไรเลย"ชายหนุ่มเอ่ย ดวงตาสีน้ำเงินจับจ้องภาพวาดเหนือเตาผิง
"ไม่จริง พี่เก่งและมีความสามารถมาก ทั้งยังกล้าหาญและเข้มแข็งมากด้วย"เด็กหนุ่มค้าน"ข้าภูมิใจที่เป็นน้องพี่"
เซเรียวส่ายหน้าเบาๆ
"สิบสี่ปีก่อน พี่กับเพื่อนๆมาเล่นกันที่นี่ เพราะคิดว่าที่เงียบสงัดนี้มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่รู้และเป็นเจ้าของ จนวันนึง พี่ปีนไปตามชั้นหนังสือแล้วเกาะพลาด ร่วงลงมาพร้อมกับหนังสือเล่มหนา เพื่อนพี่รีบวิ่งมาดูแต่คนแรกที่มาถึงตัวพี่คือชายในเสื้อคลุมยาวเหมือนนักพเนจร พี่ก็เห็นหน้าเขาก้มหน้ามองพี่สองคน คนหนึ่งคือที่นั่งอยู่ใกล้ๆและอีกคนมองลงมาจากเหนือเตาผิง เขาคนนั้นคือวีรบุรุษที่ไม่มีใครไม่รู้จัก...เขาบอกวิธีการไปยังเมืองลึกลับแห่งหนึ่ง แต่สิ่งที่พี่เรียนรู้จากการพบวีรบุรุษผู้นั้นและการใช้ชีวิตในตำนาน กลับทำให้พี่ตัดสินใจกลับมาที่นี่และไม่เคยคิดเสียใจภายหลัง"
ชายหนุ่มลูบผมน้องชายเบาๆ และจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีเขียวที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
"ไม่มีใครในโลกที่เก่งฉกาจหรอก สิ่งเดียวที่มนุษย์ทำได้มีเพียงเป็นสิ่งที่ตัวเองเป็นเท่านั้น"

edit @ 17 Dec 2011 22:56:40 by Astar Nicovna Le Re'em